|
โดยคุณ กฤตย์
(58.147.121.32)
[12 ก.ค. 2550 เวลา 11:34] #169937 (3/6)
|
|
คำเตือนจากนอกวงการ ที่ดูเหมือนจะให้ร้ายต่อการวิ่งอย่างหนึ่งว่า
"ระวังนะ วิ่งมากเข่าจะพัง" อะไรประมาณนี้
ลุงเคยได้ยิน และเชื่อว่าพวกเราคงเคยได้ยินทำนองนี้อยู่
ถ้าไม่หลงตัวเองกันจนเกินไป เราต้องยอมรับว่า การวิ่งเป็นกิจกรรมที่ลงแรงบีบเค้น (Stress) ต่อร่างกายสูงมากประเภทหนึ่ง มันจึงถูกจัดให้อยู่หัวแถวของกิจกรรมออกกำลังกายที่เผาผลาญแคลลอรี่สูงมากที่สุดในคาบระยะเวลาเท่าๆกันกับชนิดอื่นๆ
ไม่จำเพาะต่อเข่าเท่านั้นที่ลงแรงบีบเค้น ส่วนอื่นของร่างกายก็โดนไม่แพ้กัน เมื่อกล่าวอย่างนี้ การวิ่งจึงเป็นโทษภัยกระนั้นหรือ หามิได้ การหาวิธีหลีกเลี่ยงโทษภัย และอิงประโยชน์จากแง่มุมที่การวิ่งให้เรา ย่อมเป็นไปได้เสมอ
น่ายินดีที่การหลีกเลี่ยงโทษภัยจากการวิ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีราคาเป็นเงินตราซื้อหา แต่เพียงต้องใช้จ่ายด้วยความใส่ใจในคำเตือนพื้นๆเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมตัวก่อนวิ่งต่างๆ เช่น การวอร์มอัพ การยืดเส้น การคูลดาวน์ การดื่มน้ำให้มากพอเพียง การรู้จักบันยะบันยัง การพักฟื้น การเรียวแผนฝึกลงเมื่อถึงคราวที่สมควร แม้กระทั่งการพักวิ่งเมื่อมีสิ่งบ่งชี้ให้ทำเช่นนั้น เป็นสิ่งจำเป็น
ทีนี้ ผู้ที่เห่อวิ่งจากกระแสนิยมออกกำลังกายเข้ามาวิ่งทั้งๆที่ยังมีความรู้เรื่องการวิ่งไม่พอเพียง เชื่อว่า แค่วิ่งก็ก้าวเท้าสลับไปมาเพื่อเคลื่อนไปข้างหน้า แค่นั้น บางคนอาจรู้ด้วยซ้ำว่า การวอร์มจำเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ทำ เพียงเพราะเล็งไม่เห็นว่าสำคัญมากถึงกับกำหนดชะตากรรมวิ่งของเจ้าได้
เป็นอย่างนี้ก็เจ็บไป เป็นมรดกเลวร้าย
เรานักวิ่งเรารู้ ควรรีบบอกกล่าวตักเตือนใครที่กำลังมาวิ่ง ว่าให้ค่อยเป็นค่อยไป ผู้หัดวิ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะวิ่งให้ช้ากว่าและเบากว่าความคิดว่าตัวเองวิ่งได้ เพื่ออนุญาตให้เรือนร่างปรับตัว มิฉะนั้น ความบีบเค้นจะสะสม สะสม สะสม แล้วระเบิดขึ้น มันไม่ใช่ทำได้ แล้วแปลว่าทำได้ถาวรตลอดไป
กล่าวให้แคบเข้าประเด็นเข้ามา การที่เข่าจะอ่อนแอหรือแข็งแรง นอกจากตัวกระดูกเข่า แล้วยังมีกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อที่ยึดโยงระหว่างกระดูกกับกล้ามเนื้อรอบเข่าอยู่ที่บังคับทิศทางให้เปนไปตามธรรมชาติ ไม่เอียงไม่เบี้ยวไปทางอื่น ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อรอบเข่าตรงนี้ไม่แข็งแรง ก็จะไม่เกื้อหนุนการวิ่งเป็นไปด้วยดี
การจะให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นรอบเข่านี้แข็งแรงขึ้นมาได้ ก็มาจากการฝึกวิ่งเองนี่แหละ กลายเป็นงูกินหาง ว่าเพื่อจะวิ่งให้ดีกล้ามเนื้อต้องแข็งแรง และจะแข็งแรงได้ก็ต้องวิ่งให้ดี ไก่กับไข่ จะเริ่มตรงไหนก่อนดี
คำตอบก็คือค่อยๆวิ่ง ค่อยๆเพิ่มสลับแช่เย็นในระยะเวลายาวนาน มันจะทยอยแข็งแกร่งขึ้นทีละนิดอย่างสมดุล เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ทีนี้ผู้มาใหม่ไม่รู้ก็โหมเพื่อให้ก้าวหน้าเร็วๆ ก็พังเท่านั้นเอง กระทั้งนักวิ่งหน้าเก่าฝึกพัฒนาความเร็วก็ไม่พ้นชะตากรรม หากไม่ระวังเพียงพอ
อ่านมาถึงตรงนี้ จึงเห็นว่า การวิ่งชักเริ่มไม่ง่ายเหมือนตอนต้นๆเสียแล้ว เป็นกีฬาที่เริ่มง่าย แต่กว่าจะวิ่งเป็น นานครับ
In running , there are a minutes to learn
but life time to master.
|
|