ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

การบริจาคเลือดกับนักวิ่ง

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการบริจาคเลือดนักวิ่ง ควรปฏิบัติอย่างไรหลังจากบริจาคเลือดจึงสามารถกลับมาซ้อมวิ่งได้เหมือนเดิม ขอบคุณครับ

โดยคุณ แตง แสนสุข (172.27.50.200,) [23 ก.ย. 2550 เวลา 22:23]




โดยคุณ เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ Mail to เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ (125.27.68.124) [23 ก.ย. 2550 เวลา 22:44] #189056 (1/12) เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ's Profile

ถ้าประสบการณ์ตรงก็ผมไปบริจาคเลือดหลังจากวิ่งฮาล์ฟ 4 ชั่วโมง

ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจความเข้มข้นว่าสามารถให้ได้ไหม

ผมผ่านแต่มอร์ไม่ผ่าน

วันรุ่งขึ้นก็ไปซ้อมตามปกติ

แต่อาจจะไม่ตรงกับหลักวิชาการนะครับ

รอผู้รู้จริงมาตอบดีกว่าครับ



โดยคุณ นักวิ่งบริจาคโลหิต (125.25.208.52) [24 ก.ย. 2550 เวลา 08:35] #189280 (2/12)

เอาบทความของลุงกฤษณ์ ทองคง มาให้อ่านครับ

การบริจาคโลหิต เป็นสิ่งที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งกับนักวิ่งที่เป็นกลุ่มผู้นิยมดูแลสุขภาพ ยิ่งเป็นความน่าชื่นชมที่เอาความสมบูรณ์ของสุขภาพตัวเองไปเผื่อแผ่ผู้ที่ด้อยสุขภาพกว่า
แต่มีอะไรอยู่นิดหนึ่ง ที่ทำให้นักวิ่งคลางแคลงใจ ก็คือ การสูญเสียเลือดไปจากภาวะปกติจำนวนหนึ่ง จะมีผลอย่างไรหรือไม่ต่อการฝึกซ้อมและแข่งขัน ซึ่งพวกเราอาจจะอยากทราบต่อไปก็คือ ถ้ามีผลเช่นนั้น การฝึกและการแข่งขันหลังจากบริจาคโลหิต ควรมีข้อพึงปฏิบัติอย่างไรบ้าง
ข้อนี้ตอบด้วยสามัญสำนึกได้ไม่ยากว่า มีผลแน่นอนครับ เลือดจำนวนนั้นต้องอาศัยระยะเวลาฟื้นตัวในสภาวะปกติ ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทนจนมีระดับเท่าเทียมของเดิมราว 2-3 เดือนทีเดียว การสูญเสียเลือดไป ย่อมจะมีผลต่อประสิทธิภาพกระบวนการนำออกซิเจนไปใช้ขณะออกแรง หรือ ที่เรารู้จักกันในนาม Max Vo2 ที่ย่อมต้องลดระดับลงบ้าง นั่นคือจะมีผลต่อการซ้อมหรือแข่งที่จะเหนื่อยเท่าเดิม แต่จะได้ความเร็วหรือระยะทางที่น้อยลง
จากการศึกษาอย่างจริงจังกับ Subjects ที่เป็นนักจักรยานและนักวิ่งในภาวะที่สูญเสียเลือดไปนี้ พบว่า ประสิทธิภาพดังกล่าวจะลดลงถึง 5%-10% ทีเดียว อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่บริจาคโลหิตไป ร่างกายก็จะเริ่มกระบวนการสร้างเม็ดโลหิตแดงอย่างเข้มแข็ง และหนทางที่เราจะทราบว่า กระบวนการสร้างเม็ดโลหิตไปถึงไหนแล้ว ก็ด้วยการทดสอบตรวจหาระดับสาร Hematocrit และ Hemoglobin ซึ่งโดยปกติ หน่วยงานที่ดูดเลือดคุณไปย่อมจะเช็คหาระดับสารสองตัวนี้ก่อนที่คุณจะบริจาคอีกครั้งอยู่แล้ว ซึ่งดัชนีที่เป็นคุณต่อร่างกายนักวิ่งก็คือ ระดับของสาร Hematocrit และ Hemoglobin ที่สูง ก็จะเท่ากับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการนำออกซิเจนของร่างกาย และ จะไปมีผลต่อการซ้อมและแข่งขันอีกที
ถ้าคุณเป็นนักวิ่งที่ไม่ได้เป็นระดับแข่งขันก็ไม่เป็นไร ให้กินอยู่ไปตามปกติ เดี๋ยวร่างกายก็กลับมาดีเอง แต่สำหรับในรายนักวิ่งที่บริจาคบ่อย หรือเป็นนักวิ่งแข่ง มีข้อแนะนำที่ช่วยให้คุณไม่ต้องเจอแรงเสียดทานมากนักด้วยการ ดื่มน้ำมากๆ ตามคำแนะนำสุขบัญญัติ 10 ประการ ที่ได้ยินมาสมัยเด็กๆ คือ วันละ 8 แก้ว แล้วถ้าจะให้ดีขึ้นก็ให้รับวิตามินรวมเสริม โดยเน้นที่ธาตุเหล็ก และ กินผักเขียวมากๆ รวมไปทั้ง ถั่ว และผลไม้ทั้งสดและแห้งอย่างขาดไม่ได้ และแม้คุณจะใจบุญรักที่จะบริจาคโลหิตมากขนาดไหนก็ไม่ควรบริจาคมากกว่าปีละ 4 ครั้ง และ แต่ละครั้งที่บริจาค ควรจะเป็นช่วงระยะเวลานอกฤดูกาลแข่งขัน ไม่ใช่ไปบริจาคต้นเดือนมกราคม ก่อนไปจอมบึง อย่างนี้ร่วงไม่รู้ด้วยนะ.

สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวหลังบริจาคโลหิตก็หยุดซ้อม2-3วันได้แต่เดินช้าบ้างเร็วบ้างใจมันอยากวิ่งแต่ร่างกายมันไม่ไปครับหลังจาก2-3วันก็ซ้อมตามปกติพยายามกินอาหารและวิตามินบำรุงเลือดด้วยครับ




โดยคุณ เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ Mail to เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ (125.27.64.86) [24 ก.ย. 2550 เวลา 08:38] #189281 (3/12) เสี่ยดำ-ตำหนักน้ำ's Profile

ใช่ๆครับ

มียาบำรุงเลือดเม็ดสีแดงเลือดหมูมาให้ทานด้วย



โดยคุณ อ.เปา (58.9.139.173) [24 ก.ย. 2550 เวลา 09:46] #189313 (4/12)

ทฤษฏีได้อย่างเสียอย่าง ยังคงต้องเอามาพิจารณา
ใจดีเป็นกุศลบริจาคเลือด ถือว่าทำสิ่งยิ่งใหญ่กว่ารางวัลชนะเลิศ
บริจาคเลือดเกิดประโยชน์แก่คนป่วย...ฟังแล้วน่าชื่นชม
อย่ากังวลกับการฟื้นสภาพ ยังไงก็ต้องเสียเวลาบ้าง
ได้ทำความดีแล้ว...วิ่งได้อย่างสุขใจ
มนุษย์ช่วยเพื่อนมนุษย์...ดีเหลือเกิน
ไม่ต้องคิดอะไรให้มากไปกว่านี้แล้ว...



โดยคุณ สัมพันธ์ ผช..เลขาชมรมกีฬาผู้สูงอายุ จ.สงขลา (172.29.10.238) [24 ก.ย. 2550 เวลา 10:23] #189341 (5/12)

ผมบริจาคเลือดได้ 53 ครั้ง เริ่มบริจาคมาเมือปี 2535 ระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมมักจะบริจาคหลังจากลงสามวิ่งไม่ว่าจะวิ่งมินิ-ฮาล์ฟ-หรือมาราธอนต้องพักประมาน 2-3 วัน ต้องพักผ่อนให้มาก ๆ พักไม่ซ่อมวิ่ง คิดว่าจะบริจาคไปเรื่อ ๆ จนหน่วยรับบริจาคเขาไจไม่รับ และอยากจะให้เพื่อนนักวิ่ง(ไม่มีโรคประจำตัว)ช่วยกันบริจาคเลือดกันมาก ๆ เป็นการทำบุญที่ได้ประโยชน์มากที่สุด



โดยคุณ Jay (125.27.128.216) [24 ก.ย. 2550 เวลา 10:31] #189350 (6/12)

ถ้าบริจาคเกล็ดเลือด Single Donor Platelets โดยผ่านเครื่อง นอกจากจะไม่เพลียแล้วเพราะเครื่องจะเอาเลือดมาผ่านกรรมวิธี คัดกรองเฉพาะเกล็ดเลือด ส่วนสารอาหาร เม็ดเลือดแดง ก็จะคืนกลับร่างกายผู้บริจาค และผู้บริจาคยังสามารถทำได้บ่อยทุก 3 วันเชียวนะครับ ผมว่า Win-Win ได้ทำบุญและการวิ่งก็ไม่เสีย

ผมคัดลอกข้อมูลการบริจาคเลือดแบบ Single Donor Platelets จากสภากาชาดไทยดังนี้นะครับ

การบริจาคเกล็ดโลหิต (Single Donor Platelets)

เกล็ดโลหิต เป็นเซลล์เม็ดโลหิตชนิดหนึ่ง มีขนาดเล็กมาก แต่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่ง เพราะช่วยทำให้โลหิตแข็งเป็นลิ่ม และอุดรอยฉีกขาดของเส้นโลหิตเวลาที่ถูกของมีคมบาด โดยปกติเกล็ดโลหิต มีอายุในการทำงานประมาณ 5-10 วัน ในร่างกายมนุษย์เราจะมีเกล็ดโลหิตประมาณ 1-5 แสน/1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร ถ้ามีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำมากจะทำให้โลหิตออกง่าย นอกจากนี้ยังมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกล็ดโลหิตต่ำ เช่นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว โรคที่เกี่ยวกับไขกระดูกไม่ทำงาน โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น
ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ต้องใช้เกล็ดโลหิตรักษา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเปิดรับบริจาคเกล็ดโลหิต เฉพาะที่มีการร้องขอจากโรงพยาบาลเท่านั้น มิได้เปิดรับบริจาคทั่วไปเหมือนรับบริจาคโลหิต หรือพลาสมา ทั้งนี้เพราะเกล็ดโลหิตเมื่อเจาะออกมานอกร่างกายแล้ว จะมีอายุเพียง 24 ชั่วโมง - 5 วัน ตามลักษณะและกรรมวิธีในการเจาะเก็บและต้องเก็บรักษาไว้ในตู้ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส พร้อมกับมีการเขย่าเบาๆ ตลอดเวลา

การรับบริจาคเกล็ดโลหิต
จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะถูกเจาะโลหิตจากแขนข้างหนึ่งผ่านเข้าเครื่องแยกอัตโนมัติ เพื่อแยกเกล็ดโลหิตออกจากเม็ดโลหิตแดง เมื่อได้เกล็ดโลหิตแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกาย ระยะเวลาในการบริจาคเกล็ดโลหิต ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง

คุณประโยชน์
เกล็ดโลหิตใช้รักษาโรคในผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำ และมีปัญหาเลือดออกไม่หยุด เช่นโรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดโลหิตขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

วิธีการ
การรับบริจาคเกล็ดโลหิต จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะถูกเจาะโลหิตจากแขนข้างหนึ่งผ่านเข้าเครื่องแยกอัตโนมัติ เพื่อแยกเกล็ดโลหิตออกจากเม็ดโลหิตแดง เมื่อได้เกล็ดโลหิตแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกาย ระยะเวลาในการบริจาคเกล็ดโลหิต ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง

คุณสมบัติพิเศษสำหรับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต
*หมู่โลหิตจะต้องตรงกับผู้ป่วยที่ต้องการเกล็ดโลหิต
*เส้นโลหิตตรงข้อพับแขนชัดเจน
*ไม่รับประทานยาแก้ปวดแอสไพริน ในระยะเวลา 5 วันก่อนบริจาค
และควรเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตสม่ำเสมอ

ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะไม่อ่อนเพลีย สามารถปฏิบัติภารกิจการงาน ได้ตามปกติยกเว้นในกรณีจำเป็น อาจให้บริจาคได้ทุก 3 วัน หลังจากบริจาคเกล็ดโลหิตไปแล้ว 1 เดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ

สถานที่ติดต่อ
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2251-3111 ต่อ 113, 114, 161, 162

ที่มา www.redcross.or.th



โดยคุณ กฤตย์ (222.123.236.176) [24 ก.ย. 2550 เวลา 10:59] #189370 (7/12)

อีก Version หนึ่งที่มีเนื้อหาไม่ซ้ำกัน แต่ขยายและสนับสนุนกัน เรื่องบริจาคโลหิตนี้ อยู่ในหนังสือเรื่อง วิ่ง ของกฤตย์ ทองคง เล่มที่ 4 หน้า 121 มีความดังนี้


นักวิ่งกับการบริจาคโลหิต
โดย กฤตย์ ทองคง

การบริจาคโลหิต คือ กุศลกรรมอย่างไม่เป็นที่สงสัย แต่สำหรับผู้บริจาคโลหิตที่ยังต้องใช้แรงกายมากกว่าคนปกติธรรมดา ทั้งการฝึกและการแข่งขันอย่างนักวิ่ง มันจะมีผลกระทบที่พึงระวังอย่างไรบ้าง

ประการแรก การบริจาคโลหิตสามารถเปรียบเทียบได้กับสถานะของความสมดุลน้ำ เช่นเดียวกับความสามารถที่จะนำพาเอาออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกายขณะวิ่งของเซลล์เม็ดเลือดแดง อธิบายให้เข้าใจได้อีกอย่างก็คือ

เมื่อบริจาคโลหิตเสร็จ สิ่งที่บังเกิดขึ้นทันทีก็คือการขาดแคลนน้ำ เนื่องด้วยเลือดมีส่วนประกอบเป็นน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก การที่นักวิ่งเสียเลือดไป ก็เท่ากับร่างกายเสียสมดุลน้ำโดยอัตโนมัติทันที สิ่งที่ตามมาอีกประการคือ การที่ร่างกายลดประสิทธิภาพของการนำพาออกซิเจนไปในกระบวนการเผาผลาญพลังงานกับกล้ามเนื้อขณะวิ่ง

ทั้งสองสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตานักวิ่งว่า จะวิ่งได้ดีหรือไม่ในการวิ่งแต่ละครั้ง นั้นก็คือ เมื่อนักวิ่งบริจาคโลหิต พึงสังวรและเชื่อไว้ก่อนเลยว่า ประสิทธิภาพการวิ่งจะตกลง ของอย่างนี้มันเป็นธรรมชาติ

เรื่องนี้คุณหมอ ไอค์เนอร์ (Randy Eichner M.D.) แพทย์สาขาโลหิตวิทยาจากโอคลาโฮมา กล่าวว่าโลหิตปริมาณ 1 ไปน์ จะเท่ากับ 10% ของโลหิตทั้งหมด

การสูญเสียโลหิตปริมาณเท่านี้ หรือบริจาคไปจะทำให้ฝีเท้านักวิ่งตกลงไปหลายวันกว่าจะฟื้นคืนสภาพ แต่จะไม่มีผลอะไรกับการวิ่งเบาๆ

เมื่อระดับของฮีโมโกลบินในเลือด (มันคือตัวโปรตีนที่ส่งทอดออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย) ลดลง การได้รับธาตุเหล็กทดแทนในระดับที่เพียงพอ ฮีโมโกลบินก็จะขยับขึ้นมาเท่าเดิมในรายที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ภายใน 3 – 4 สัปดาห์ คุณหมอไอค์เนอร์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แต่ในรายผู้บริจาคที่ออกกำลังกายเป็นประจำจนมีความฟิตมากกว่าคนทั่วไปบางรายอาจฟื้นตัวได้เท่าเดิมภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น

บทสรุปของการบริจาคโลหิต สำหรับชาวนักวิ่งจึงควรมีดังนี้

1) ไม่ควรวิ่งในวันที่บริจาค ควรเซ็ทเป็นวันหยุดไปเลย แม้จะซ้อมเบาๆก็ตาม
2) ผู้บริจาคควรใส่ใจในอาหารการกินมากกว่าที่จะควรโฟกัสไปในการซ้อม ซึ่งแน่ละ ต้องเป็นการกินให้ครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุเหล็ก ยิ่งผู้บริจาคหญิงนักวิ่งยิ่งสำคัญ
2.1 ร่างกายหญิงมีแนวโน้มรับธาตุเหล็กน้อยกว่าชายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
2.2 ผู้หญิงมีธรรมชาติที่มีรอบเดือน นั่นก็คือ สูญเสียธาตุเหล็กไปกับระดู เดือนละครั้งที่ชายไม่เป็น

ดังนั้นการบริจาคโลหิตควรรอไว้จนกระทั่งหมดฤดูการแข่งขันเสียก่อน

3) เราสามารถช่วยให้ร่างกายซึมซับธาตุเหล็กได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยการดื่มน้ำส้มให้มากๆ(แท้) กินผักมากหลายชนิด เช่น ถั่วลันเตา , อาหารทะเล และถั่วแห้งคละชนิด แม้กระทั่งเหล็กอัดเม็ด(แค็บซูล)
4) โปรดระวังเลือดจางในระยะนี้ (Anemia) อันเกิดจากการบริจาคโลหิตบ่อย เว้นแต่ว่าคุณได้รับธาตุเหล็กอย่างพอเพียง

RDA กำหนดว่า ผู้ชายต้องการธาตุเห,กที่ 10 มิลลิกรัม และผู้หญิงที่ 15 มิลลิกรัม เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดจาง

ขอกุศลกรรมที่คุณมีต่อการบริจาคโลหิต จงช่วยเกื้อหนุนให้คุณได้ถ้วยรางวัลด้วยเทอญ


จาก Blood Bank
Edited by Beth Moxey Eck
R.W. Jan 2002 P.21

ไม่ได้มีเจตนาโฆษณานะครับ





โดยคุณ อ.เปา (58.9.152.67) [24 ก.ย. 2550 เวลา 12:19] #189404 (8/12)

หนังสือที่ อ.กฤตย์เขียนไว้...ทันสมัยอยู่เสมอ
นักวิ่งเหน็บไว้ข้างฝา ว่างเมื่อไหร่เอาออกมาอ่านได้ประโยชน์

ถือได้ว่าเป็นตำราคู่มือนักวิ่งก็ไม่ผิด
นักวิ่งเขียนเอง...จะมีใครเขียนได้ดีเท่า
โฆษณาซะบ้าง...ของดีๆก็ต้องโฆษณา

คนที่เข้ามาในวงการมีทุกวัน
เวลาเริ่ม..ก็ไม่ค่อยรู้
กว่าจะรู้ก็ทำผิดมากมาย
เป็นบุญของนักวิ่งแล้ว..ที่มี อ.กฤตย์ช่วยบอกทาง
บอกสิ่งดี...มีความจำเป็นต้องบอก
บางคนอยากได้หนังสือดีๆ....ยังไม่รู้จะหาจากไหน
โฆษณาเป็นระยะๆ...ไม่ต้องกลัว จะบอกสิ่งดีก็ต้องพูด

เรื่องต่างตอบแทน...เป็นธรรมดา
นักวิ่งจ่ายเงิน...อ.กฤตย์จ่ายความรู้
อยากรู้...ต้องจ่ายเงิน..
ของฟรีมีเหมือนกัน...ของทิ้งแล้ว หรือ คุณภาพแตกต่าง



โดยคุณ ป้อม (เมืองไทยรัชดา) Mail to ป้อม (เมืองไทยรัชดา) (58.10.87.140) [24 ก.ย. 2550 เวลา 14:32] #189463 (9/12) ป้อม (เมืองไทยรัชดา)'s Profile

ผมมีประสบการณ์ล่าสุด จะเล่าให้ฟัง
ผมบริจาคเลือด เมื่อ 31 สค. แล้วลงวิ่ง มินิ วันที่ 2 กย.

ผมมีความรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ ซึ่งได้แค่ประคองให้วิ่งไปได้ แต่ไม่ตกมาก เพราะเร่งไม่ขึ้น หลังจากนั้นในช่วงสัปดาห์ผมก็ซ้อม ตามปกติมีทั้ง Tempo 30 นาที, Interval 1600 2-3 set ก็เหนื่อย มีความรู้สึกเหมือนกับ วิ่งที่ 75% แต่ชีพจรไปอยู่ที่ 85%อะไรประมาณนี้

หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ก็เป็นกำหนดการวิ่งยาว ผมก็วิ่งไม่ได้ตามเป้า เพราะลดการวิ่งเอง เกรงว่าจะเหนื่อยมาก ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากนั้นในช่วงสัปดาห์ผมก็ซ้อม ตามปกติก็ยังเป็นไปตามสูตรเหมือนเดิม แต่อาทิตย์เหมือนกับดีกว่าเดิม

แล้วก็ไปวิ่ง มินิมาอีก ดีขึ้นเลยครับ
สำหรับผม ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 อาทิตย์เลยครับ

สัปดาห์ล่าสุด วิ่งยาว 26 กม. ความเร็ว 9กม./ชม. ตามที่ตั้งไว้เลย
OK ครับสำหรับผม



โดยคุณ wert (125.26.242.42) [26 ก.ย. 2550 เวลา 16:14] #190807 (10/12)

มีนักวิ่งบางคนบริจาคเลือดก่อนวิ่ง 14 วันก่อนวิ่งแข่งแล้ววิ่งได้ดีเสียด้วยแถมมีถ้วยรางวัลพ่วงอีกต่างหากและบริจาคเป็นระยะ 4 เดือนครั้งอันนี้จะเป็นอันตรายหรือไม่หรือเลือดมีการสร้างขึ้นใหม่สามารถจับออกซิเจนใด้มากกว่าปกติหรือไม่ และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพหรือไม่ใครรู้ตอบด่วน



โดยคุณ แหลมนรา (118.173.206.235) [21 มี.ค. 2554 เวลา 19:02] #589464 (11/12)

ผมบริจาคตลอดทุก3เดือน ครั้งสุดท้ายบริจาคเมื่อ30ธันวาคม2553 แล้วไปวิ่งที่จอมบึงวันที่16 วันที่23ไปวิ่งที่ขอนแก่น วันที่30กลับมาวิ่งที่ลานสกา นครศรีธรรมราช ผมลงมินินะครับเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันอยู่ที่นราธิวาส ก้อปกติดีคับ มีความสุขทั้งการบริจากเลือดและการได้วิ่งออกกำลังกายครับ



โดยคุณ น้องเฝือก Mail to น้องเฝือก (203.185.131.199) [06 พ.ค. 2558 เวลา 16:26] #45810496 (12/12) น้องเฝือก's Profile

..



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย   ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น                                                             Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 100 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]