ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

กรดแลกติก นี่ทำให้กล้ามเนื้อล้าไม่ใช่หรือครับ

โดยคุณ สงสัย กรดแลคติก (124.120.120.124) [27 ต.ค. 2550 เวลา 17:51] #200052 (5/5)

กรดแลกติก นี่ทำให้กล้ามเนื้อล้าไม่ใช่หรือครับ
จึงต้องหายใจเร็วเพื่อสลายกรดนี้ออกจากกล้ามเนื้อ
ใครทราบบ้าง

โดยคุณ สงสัย กรดแลคติก (สำเนา) (58.8.191.162) [28 ต.ค. 2550 เวลา 13:42]




โดยคุณ กฤตย์ (222.123.175.160) [28 ต.ค. 2550 เวลา 22:59] #200338 (1/12)

การหายใจเร็วอย่างที่ว่า ก็มีส่วนช่วยได้ แต่นิดเดียวเอง แต่ตราบใดที่คุณยังวิ่งต่อเนื่องด้วยความเร็ว (ที่ทำให้เกิดอาการนั้นขึ้นมา) ยังไงๆก็ยังไม่หายทรมาน คุณต้องวิ่งช้าลงหรือหยุด

แต่เป็นไปได้ ที่จะฝึกให้ร่างกายวิ่งเร็วเท่าเดิม และทรมานน้อยลง หรือกระทั่งวิ่งให้เร็วขึ้น และไม่ทรมานมากนักได้ จากการฝึก

ก่อนอื่น จขกท. ต้องทำความเข้าใจร่างกายคนปกติทำงานอย่างไรเสียก่อน แล้วตามมาเข้าใจการทำงานของคนที่กำลังวิ่ง จึงจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดได้

รถยนต์มีไอเสียที่เป็นก๊าสจากการเผาไหม้ ที่ต้องระบายออกทางท่อไอเสีย
การวิ่งใช้พลังงานจากอาหาร ในรูปสารประกอบกลัยโคเจนเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อและตับ สามารถดึงออกมาเป็นพลังงานร่วมกับเลือดดี(เลือดแดง) เกิดพลังงานวิ่งได้ และเกิดของเสียเป็นกรดแลคติกที่ต้องระบายออกในรูปเลือดดำ ถูกปั๊มกลับไปที่หัวใจห้องล่างขวา แล้วไปห้องบนซ้าย และถูกปั๊มต่อไปที่ปอด เพื่อฟอกกับออกซิเจนใหม่ที่เพิ่งหายใจเข้าไป สลายกรดแลคติกออกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์มางลมหายใจออก และการยิ่งวิ่งเร็วจะเกิดกรดแลคติกมาก ตามลำดับ

ในทางธรรมชาติ เมื่อคนวิ่งเกิดกรดแลคติกแล้วจะรีบระบายกลับไปทางหลอดเลือดดำ แต่ถ้าเร็วขึ้น กรดแลคติกที่ถูกสะสมมากนั้นอนุญาตให้อยู่ในกล้ามเนื้อได้จำกัดจำนวนหนึ่ง หากมากขึ้นไปอีกจะเริ่มปวด และปวดมากขึ้นทุกที สังเกตได้จากใบหน้าผู้วิ่งเริ่มเหยเก วิธีคือต้องให้ช้าลงหรือหยุดในที่สุด

ทีนี้เมื่อเราทราบการทำงานของร่างกาย ต่อการถือครองและกำจัดกรดแลคติกอย่างนี้แล้ว เราก็สามารถพัฒนาการถือครองกรดนี้ในกล้ามเนื้อมากขึ้นได้โดยการฝึก ให้เกิดสภาพปริ่มขอบระหว่างยังสามารถถือครองกรดนั้นได้ กับ ไม่สามารถครองได้ เป็นความเหนื่อยแบบกึ่งๆเกือบจะไหว และ เกือบจะไม่ไหว ที่สามารถวิ่งเร็วได้โดยความเร็วไม่ตกประมาณ 20 นาทีขึ้นไปด้วยความไม่ทรมาน เรียกเป็นภาษาทางการว่า Tempo หรือ Lactate Threshold (LT)

สรุปว่าต้องแก้ไขด้วยการฝึกวิ่งด้วยความเร็วพัฒนากรดแลคติกนี้ขึ้น และพยายามเลี้ยงอยู่ในกล้ามเนื้อให้นานๆ คือฝึกให้มันครองกรดได้นานกว่าเดิม และในพฤติกรรมนี้เอง อีกมุมหนึ่งเท่ากับเป็นการสอนให้กระบวนการกำจัดกรดแลคติก ไม่ว่าจะเป็นระบบหมุนเวียนเลือด , ปอด และหัวใจ แข็งแรงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานร่วมกันเป็นระบบ เป็น Net Works ไม่ใช่เพียงแค่การหายใจเร็วๆหรือจากการปฏิบัติของอวัยวะชิ้นเดียวแล้วจะช่วยได้ มันเป็น Process ครับ

รู้สึกว่าคงอ่านไปก็ยังไม่เข้าใจแน่ๆ ให้คนอื่นช่วยหน่อย คุณเบญ คุณเปา คุณชอนตะวันอยู่หน ช่วยหน่อย ลุงขอเวลาไปจิบน้ำ



โดยคุณ อ.เปา Mail to อ.เปา (58.9.135.47) [29 ต.ค. 2550 เวลา 13:31] #200466 (2/12) อ.เปา's Profile

อ.กฤตย์ อธิบายได้สมบูณ์แบบแล้ว
ย่อมเกิดประโยชน์แก่นักวิ่งรุ่นหลังเป็นอย่างมาก
วิ่ง-แลคติด-เมื่อย-อากาศ-วิ่ง-แลคติด-เมื่อย-อากาศ-วิ่ง-แลคติด-เมื่อย-อากาศ
พูดแล้วต้องอย่าแยกกัน
มันเหมือนงูกินหาง....

ถ้าไม่วิ่งเร็ว...ก็ไม่มีแลคติคค้าง....ไม่มีแลคติคค้างก็ไม่เมื่อย....ความต้องการอากศก็ไม่มี

เหตุจริงๆนักวิ่งควบคุมได้...คือลดความร้อนแรงลง
คือวิ่งให้ช้าลง..ให้การเคมีมันสมดุลย์..ก็วิ่งไปได้เรื่อยๆ
เรื่อยๆแบบ ไม่เมื่อยล้า...

แต่ถ้าจะฝึกตรงนี้..คือวิ่งในภาวะมีกรด ให้ร่างกายเคยชิน
เลือดคนเรา..ปกติเป็นด่างนิดๆ..
พอเปลี่ยนเป็นกรด...ร่างกายก็ต้องกำจัดโดยใช้อากาศไปแก้ไข
การจะคุ้นเคยได้...ต้องอดทนฝึกซ้อม..
ทรมานมากๆ...นักวิ่งก็ไม่เอาอีก
อยากสบายต้องทน...ไม่รู้จะหาสบายได้ที่ไหน..



โดยคุณ เบญ (125.25.151.36) [29 ต.ค. 2550 เวลา 14:39] #200472 (3/12)

ขอโม้เรื่อง แอโรบิค กับแอนแนโรบิค อีกครั้ง (หลายท่านอาจเบื่อแล้ว)

แอโรบิค (ใช้ออกซิเจน) ขออธิบายง่ายๆ ว่า เป็นการสร้างพลังงานของร่างกายโดยใช้ออกซิเจน

แต่เมื่อเราเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ย่อมหายใจแรงขึ้นๆ (เพราะร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น ก็สั่งให้เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปให้มากขึ้น) ในช่วงแรกอาจจะยังพอมีช่องพูดคุยกับคนข้างๆ ได้ แต่แน่นอน มันย่อมมีข้อจำกัด (ทั้งขนาดรูจมูก ขนาดปอด หรืออะไรก็ตามที่เป็นข้อจำกัด) เพราะถ้าเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก จนถึงระดับหนึ่ง เราก็จะหายใจแรงขึ้นอีก จนเริ่มยากที่จะหาช่องว่างพูดคุยกับใครได้ (หอบ) เพราะเริ่มจะหายใจไม่ทันแล้ว และถ้ายังเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก โดยเราก็ยังหอบได้เท่าเดิม (เพราะมีข้อจำกัดของระบบหายใจ) ซึ่งหมายถึงร่างกายเรารับออกซิเจนเข้าไปสร้างพลังงานไม่พอซะแล้ว ร่างกายก็ต้องสร้างพลังงานในระบบที่ไม่ใช้ออกซิเจนเข้ามาเสริม ที่เรียกว่า แอนแนโรบิค (ไม่ใช้ออกซิเจน)

คราวนี้กลับมาที่คำว่ากรดแลกติก มันเป็นผลพลอยได้จากการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าเราออกกำลังกายในระดับแอโรบิค ร่างกายเราจะกำจัดมันออกจากกล้ามเนื้อและกระแสเลือดได้ทัน เพราะมีออกซิเจนพอ แต่ถ้าเราออกกำลังกายในระดับแอนแนโรบิค ซึ่งได้รับออกซิเจนไม่พอ ก็จะกำจัดกรดแลกติกไม่ทัน กรดแลกติกก็จะเริ่มสะสมในกระแสเลือดและกล้ามเนื้อ ซึ่งเมื่อสะสมมากเข้าๆ เราก็จะรู้สึกปวดเมื่อยล้าที่กล้ามเนื้อได้ ในสภาวะนี้ บางทีก็เรื่อยกันว่า การเป็นหนี้ออกซิเจน

พอเรารู้สึกล้าจนคงความเร็วเดิมต่อไปไม่ไหว (เหมือนหมดแรง แต่จริงเพราะกรดแลกติค) เราจึงต้องยอมผ่อนความเร็วลง พอได้รับออกซิเจนชดเชยได้ในระดับหนึ่ง อาการดังกล่าวก็จะหายไป (บ้าง) เพราะกรดแลกติดถูกกำจัดออกไป (บางส่วน) ซึ่งผมเข้าใจว่า ที่บางท่านรู้สึกว่ามีก๊อก 2 น่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากการชนกำแพง คือร่างหายหมดแรงจริงๆ

ลองมาดูที่อัตรากการเต้นของหัวใจ ก็จะมีลักษณะสัมพันธ์กัน คือในช่วงแรกที่ค่อยเพิ่มความเร็ว อัตราความเร็วของหัวใจ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ผันแปรตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น (แปรผันตรง) ถ้าเขียนเป็นกราฟจะได้เป็นเส้นตรงชี้ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง (deflection point) เส้นกราฟจะเริ่มเป็นเส้นโค้ง (แม้จะยังเพิ่มขึ้นตามความเร็ว แต่ในอัตราที่เปลี่ยนไป) ไปจนถึงระดับที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพิ่มขึ้นอีก ที่ อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด หรือ maximum heart rate (ระบบ cardio. มันรวมทั้งหัวใจ กระสแลอด และรระบหายใจ เพราะสัมพันธ์กันหมด)

กลับมาที่การฝึกซ้อม นักวิ่งระยะไกลความจะฝึกวิ่งในความเร็ว 3 ระดับใหญ่ๆ ก็คือ
1.การวิ่งในความเร็วสบายๆ (ในระดับแอโรบิค) สำหรับการวิ่งยาว และการซ้อมเบาๆ
2.การวิ่งค่อนข้างเร็ว (ในระดับที่อยู่ระหว่างแอโรบิคกับแอนแนโรบิค) ที่ อ.กฤตย์ใช้คำว่า tempo หรือ Lactate Threshold (LT) training (threshold เปิด dictionary เห็นเขาแปลว่าขอบประตู ซึ่งผมก็เลยจำเป็นว่า เป็นขอบที่จะเข้าสู่ระดับที่มีการสะสมของกรดแลกติก)
3.การวิ่งเร็วๆ (ในระดับแอนแนโรบิค) เช่น การลงคอร์ทอินเตอร์วาล fartlek เป็นต้น (แต่บางท่านก็อาจจะลงคอร์ทอินเตอร์วาล หรือวิ่ง fartlek ในระดับความเร็วในข้อ 2. เท่านั้น ก็มี) ขอย้ำว่า การฝึกซ้อมในระดับนี้ จะต้องตามด้วยการคูลดาวน์ให้นานกกว่าปกติ เพื่อช่วยกำจัดกรดแลกติกออกไป เพราะถ้าปล่อยให้คั่งค้างไว้ ก็จะยิ่งกำจักยาก และคุณก็จะรู้สึกว่ายังเมื่อย ตึง หรือล้าได้ ในวันถัดไป บางท่านอาจเข้าใจว่า เป็นเพราะเมื่อวานฝึกหนักไป ร่างกายจึงรู้สึกอ่อนเปลี้ยขนาดนี้ แต่บางส่วนอาจเป็นผลมาจากกรดแลกติกที่สะสมก็ได้

ณ จุด LT หรือ deflection point (ถ้าดูจากกราฟ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง อัตรากการเต้นของหัวใจ และความเร็ว) ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อม ดังนั้น ณ จุด นี้ บางท่านอาจอยู่ที่ 65-70% ของ max HR แต่นักกีฬาระดับโลกอาจจะอยู่ระดับ 85-90% ของ max HR ก็ได้

สิ่งที่กล้าวมาข้างต้น ประยุกต์ใช้สำหรับนักวิ่งระยะกลาง-ไกล ที่ฝึกซ้อมมามากพอสมควรแล้ว อาจไม่เหมาะกับนักวิ่งหน้าใหม่ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ถ้านักวิ่งหน้าใหม่จะพิสูจน์ข้อความข้างต้น อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เช่น บาดเจ็บ หรือวิ่งไปนิดเดียวก็เข้าสู่ระดับแอนแนโรบิคแล้ว (หายใจไม่ทัน) เป็นต้น



โดยคุณ เมย์ (114.128.0.34) [31 ส.ค. 2551 เวลา 20:32] #290415 (4/12)

กรดแลกติกมีดครงสร้าง ประโยชน์และโทษอย่างไรบ้างค่ะ



โดยคุณ เมย์ (114.128.0.34) [31 ส.ค. 2551 เวลา 20:33] #290416 (5/12)

ช่วยบอกตอนนี้ได้ไหมค่ะ ต้องรีบส่งค่ะ



โดยคุณ ละอ่อนน้อยเจียงฮาย (124.157.158.164) [10 ธ.ค. 2551 เวลา 12:30] #319625 (6/12)

กรดแลกติกสามารถกำจัดได้ด้วยโอโซนปะคาฟฟฟฟช่วยตอบหน่อยทำวิจัยคาฟฟฟ



โดยคุณ ครัยสักคน (203.172.45.76) [14 มิ.ย. 2552 เวลา 20:45] #385369 (7/12)

แล้วมันมีในอาหารหรือเปล่าค ะ หนูต้องการทำรายงานค่ะ...ช่วยตอบด้วย



โดยคุณ ม.6เตรียมสอบ (61.90.15.196) [19 มิ.ย. 2552 เวลา 19:40] #387962 (8/12)

กรดแลคติก สามารถเกิดขึ้นได้ที่ กล้ามเนื้อลาย พยาธิตัวตืด และแบคทีเรียบางชนิด
(แลคโตบาสิลัส เหนมั้ยว่ามีชื่อกรดแลกติดอยู่ด้วย) มีรสเปรี้ยว อยู่ในนมเปริ้ยวงัยย

กระบวนการสร้างกรดแลคติค ถือว่าเป็นกระบวนหายใจระดับเซลล์แบบไม่ใช้ออกซิเจน
มีสองขั้นคือ Glycosis และ Fermentation (การหมัก) กรดแลคติดเกิดจากกระบวนการหมักชนิดการหมักกรดแลคคติค โดยมีสารตั้งต้นเปนน้ำตาลกลูโคสค่ะ โปรดักสุดท้าย ก้อคือ Lactic acid กับ NAD+ โดยกระบวนการหมักนี้จะไม่เกิดพลังงานน่ะค่ะ

(พอดีสงสัยเหมือนกันว่า กรดแลคจิตนื่องเปนสาเหตุของความเมื่อยล้ารึเปล่า คือรู้เกือบหมดยกเว้นเรื่องนี้ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยค่ะ)



โดยคุณ ม.6เตรียมสอบ (61.90.15.196) [19 มิ.ย. 2552 เวลา 19:41] #387963 (9/12)

พิมผิดค่ะ Glycolysis



โดยคุณ joii (10.7.1.12) [25 ส.ค. 2552 เวลา 21:03] #414490 (10/12)

ได้พลังงานนะคับ 2 ATP



โดยคุณ หน่อมแน้ม (110.49.164.30) [01 พ.ค. 2553 เวลา 08:58] #496173 (11/12)

เอ..กรดแลคติกจะส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้หรือไม่ เรียนถามท่านผู้รู้



โดยคุณ Aom (113.53.207.6) [07 ต.ค. 2556 เวลา 17:37] #45752137 (12/12)

ทำยังให้ให้กรดแลคติกหายไปจากร่างกายหรือให้น้อยลงได้มั้ยครับ



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 70 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]