บุญจีรังได้รับอุบัติเหตุรถชนกันทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาหัก เมื่อออกจากโรงพยาบาล
แล้วเขาได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมจำนวน 5 ล้านบาทจากบริษัทประกันชีวิต เขาอ้างว่า
อุบัติเหตุนี้ทำให้เขาต้องทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง เขาคงต้องนั่งรถเข็นจนตลอดชีวิต บริษัท
ประกันชีวิตไม่ยอมจ่ายเพราะเหตุว่าคนขาหักทั้งสองข้างมีมากมายไม่เห็นว่ามีใครที่เกิด
ต้องทุพพลภาพเลย หมอประจำบริษัทได้ตรวจอาการของเขาแล้ววินิจฉัยว่า ขาทั้งสอง
ข้างของเขาสามารถรักษาเยียวยาให้หายได้ และเขาจะสามารถเดินได้เป็นปกติในไม่ช้า
บุญจีรังไม่เห็นด้วยจึงนำเรื่องขึ้นฟ้องศาล
ในวันขึ้นศาลเขานั่งรถเข็นไปและแถลงต่อศาลว่าเขาเดินไม่ได้เลยเนื่องจากอุบัติเหตุทำ
ให้เขาต้องทุพพลภาพ ผู้พิพากษาเห็นสภาพเขาแล้วเชื่อว่าเป็นจริงจึงตัดสินให้บริษัทประ
กันชีวิตจ่ายค่าสินไหมให้แก่บุญจีรัง 5 ล้านบาทตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ในวันที่เขาไปรับเงินค่าสินไหมที่บริษัทประกันชีวิต ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร
ต่างก็มาพบขณะที่เขานั่งอยู่บนรถเข็น
ผู้จัดการ : เอ้านี่ เช็คเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท ตามคำสั่งศาล แต่ผมขอเตือนคุณว่า
บริษัทได้ว่าจ้างนักสืบให้จับตามองคุณตลอดเวลา ถ้าเมื่อไรที่เราพบว่าคุณลุกขึ้นเดินได้
เองแม้แต่เพียงก้าวเดียว เราจะฟ้องคุณในข้อหาแจ้งเท็จซึ่งนอกจากคุณต้องคืนเงินสิน
ไหมนี้พร้อมดอกเบี้ยแล้ว คุณยังต้องติดคุกอีกด้วย
บุญจีรัง : เชิญเลยครับ ตามสบาย ผมไม่กลัวหรอก
ผู้จัดการ : ขอถามหน่อยว่าคุณจะเอาเงิน 5 ล้านบาทนี้ไปทำอะไร ?
บุญจีรัง : อ๋อ ผมจะไปซื้อรถยนต์ขับท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ แต่แน่นอนก่อนหน้านั้นผม
จะไปหาพระดังๆที่วัดพิกุลทอง วัดฤาษีลิงดำ และวัดอื่นๆอีกเพื่อให้ทำอัศจรรย์ให้ขาผม
หายจากพิการ ถึงตอนนั้นแล้วคุณคงจะไม่ว่าผมแจ้งเท็จใช่ไหม ?
|
|