การวิ่งทางโค้ง (Curve Running)
การวิ่งทางโค้งเป็นสิ่งที่นักวิ่งทุกคนสามารถทำได้ แต่การที่จะใช้ความเร็วในการวิ่งได้อย่างเต็มที่
หรือใช้แรงในการเคลื่อนไหวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก หากนักวิ่งขาดประสบการณ์
และความรู้เกี่ยวกับหลักการเคลื่อนไหวและแรงเหวี่ยง นักวิ่งบางคนอาจจะไม่เคยสังเกตุความแตกต่าง
ระหว่างการวิ่งทางโค้งกับการวิ่งทางตรง ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับเรื่อง แรงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Force)
และ แรงดึงเข้าหาศูนย์กลาง (Centripetal Force) อันเกี่ยวเนื่องไปถึงความเร็วในการวิ่ง การวิ่งช้า ๆ
ในทางโค้งอาจจะดูเหมือนง่ายและรู้สึกว่าไม่มีความแตกต่างกับการวิ่งทางตรง แต่เมื่อนักวิ่งเร่งความเร็ว
จากทางตรงเข้าสู่ทางโค้งเต็มที่ จะทำให้เกิดการแตกแรงขึ้นเป็น 2 แรง คือ
แรงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Force) ซึ่งมีผลทำให้เกิดแรงเหวี่ยงออกนอกทางวิ่ง เป็นเหตุให้
ความสมดุลในการทรงตัวตลอดจนความเร็วในการวิ่งลดลง หากนักวิ่งไม่สามารถปรับการเคลื่อนไหว
ของร่างกาย อาทิเช่น การปรับมุมการแกว่งแขนด้านนอกให้กว้างและตัดเฉียงเข้าด้านในของลำตัว
มากขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย วางเท้าให้ขนานกับแนวโค้งของทางวิ่ง และเพิ่มแรงถีบยันพื้นของเท้าด้านนอก
มากกว่าเท้าที่อยู่ด้านในโค้งเล็กน้อย หรือเอียงลำตัวเข้าด้านในเล็กน้อยขณะวิ่งเข้าโค้ง
ลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่นักวิ่งจะต้องปรับให้สัมพันธ์กับจังหวะความเร็วของการวิ่งทางโค้ง
จึงจะสามารถช่วยลดแรงหนีศูนย์กลางหรือแรงเหวี่ยงที่จะทำให้ร่างกายเสียการทรงตัว และเสียความเร็ว
ลงได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้แรงเกิดผลต่อความเร็วในการวิ่งอย่างเต็มที่
แหล่งที่มา :
หลักการฝึกกรีฑา
เจริญ กระบวนรัตน์
|
|