ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

วิธีวิ่งให้ลอย...เป็นเทคนิคของนักแข่งที่จะชนะคู่ต่อสู้โดยง่าย...ทำไง ?

จากที่ อ.เปา กล่าวไว้

วิธีวิ่งให้ลอย...เป็นเทคนิคของนักแข่งที่จะชนะคู่ต่อสู้โดยง่าย...ทำไง ?

นักวิ่งต้องสังเกตุว่า....เวลาที่ออกตัวไปแล้ว30-40 นาที หรือ ที่ระยะ 5-7 กม
เป็นระยที่จะมีการหลั่งเอ็นโดฟิล...เวลาเอาแน่ไม่ได้แล้วแต่บุคคล
บางคนก็ที่ระยะ 10 กม. บางคนก็ที่ระยะ 8 กม...หรือ
บางคนก็ วิ่งไป 30 นาที บางคน 40 นาที

การที่จะเกิดอาการลอย...พอทำได้เอง....หากหมั่นฝึกซ้อมก็ทำให้เกิดขึ้นครั้งแรกได้
ลองทดลองเอาไปฝึกกันดูนะครับ...ได้ผลก็จำไว้..ร่างกายเรามันเริ่มตรงไหน

เมื่อวิ่งไปได้ 30 นาที หรือ 5 กมปรับความเร็ว..วิ่งให้เร็วอีกนิด...
จำไว้ว่าเร็วกว่าอีกนิดเดียว...อาจใช้วิธีก้าวขายาวขึ้นอีกสักหน่อย
จะมีอาการหอบนิดๆ.....อย่างนี้อยู่ตรงปากประตูของกรดแลคติดพอดี

แล้วค่อยๆลดความเร็วลงกลับมาที่ความเร็วเดิม...ตอนนี้อาการลอยจะปรากฏ


อ.เปาครับ

ตรงนี้ที่นักวิ่งแนวหน้าเรียกว่าทะลุเหนื่อยถูกต้องหรือไม่ครับ
เห็นนักวิ่งแนวหน้าหลาย ๆ คนบอกว่า เวลาเหนื่อยให้ฝืนไปอีกนิด
แล้วจะเจอกับสิ่งหนึ่ง ซึ่งเหลือเชื่อ คือตรงนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
อีกอย่างครับแล้วเราจะเริ่มทะลุเหนื่อยในช่วงไหนครับ


โดยคุณ นักวิ่งแถวสอง (202.91.18.192) [28 พ.ย. 2550 เวลา 12:57]




โดยคุณ อ.เปา (58.9.141.253) [28 พ.ย. 2550 เวลา 14:58] #215495 (1/5)

คุณนักวิ่งแถวสอง..เอาคำตอบมาครึ่งเดียว
เดี๋ยวพวกก็ม่เข้าใจ..จำได้ผมตอบคุณณรงค์ไว้เต็มๆอย่างนี้.....

หรือหากจะแข่งแบบวิ่งสบาย...ก็ต้องวิ่งให้ลอย

หากจะวิ่งให้ลอย....คือวิ่งแบบเร็วและมีความสุข
ก็ต้องรอให้เอ็นโดฟิลมันออกมาก่อน
ถ้าเอ็นโดฟิลมันควรออกมาแล้ว..แต่ไม่ออกจะทำยังไง...

เคยคิดจะบอกวิธีจะว่าจะวิ่งให้ลอยเอาไว้.....ไม่มีที่เขียน
ไปลองสอนนักวิ่งที่ลงกรุงเทพมาราธอน...วันนี้เจอกัน...กลับมาขอบคุณ
ปรากฏว่า....วิ่งแบบตัวลอยได้...10 กว่ากิโล
เคยเล่าให้หมอหมงฟัง...ก็รับว่าเกิดขึ้นจริง...

วิธีวิ่งให้ลอย...เป็นเทคนิคของนักแข่งที่จะชนะคู่ต่อสู้โดยง่าย...ทำไง ?

นักวิ่งต้องสังเกตุว่า....เวลาที่ออกตัวไปแล้ว30-40 นาที หรือ ที่ระยะ 5-7 กม
เป็นระยที่จะมีการหลั่งเอ็นโดฟิล...เวลาเอาแน่ไม่ได้แล้วแต่บุคคล
บางคนก็ที่ระยะ 10 กม. บางคนก็ที่ระยะ 8 กม...หรือ
บางคนก็ วิ่งไป 30 นาที บางคน 40 นาที

การที่จะเกิดอาการลอย...พอทำได้เอง....หากหมั่นฝึกซ้อมก็ทำให้เกิดขึ้นครั้งแรกได้
ลองทดลองเอาไปฝึกกันดูนะครับ...ได้ผลก็จำไว้..ร่างกายเรามันเริ่มตรงไหน

เมื่อวิ่งไปได้ 30 นาที หรือ 5 กม ปรับความเร็ว..วิ่งให้เร็วอีกนิด...
จำไว้ว่าเร็วกว่าอีกนิดเดียว...อาจใช้วิธีก้าวขายาวขึ้นอีกสักหน่อย
จะมีอาการหอบนิดๆ.....อย่างนี้อยู่ตรงปากประตูของกรดแลคติดพอดี

แล้วค่อยๆลดความเร็วลงกลับมาที่ความเร็วเดิม...ตอนนี้อาการลอยจะปรากฏ

นักวิ่งจะรู้สึกว่าตัวเบา..วิ่งง่าย...ไม่เหนื่อย...มีอาการเหมือนตัวลอยวิ่งไปง่ายๆ
ถ้าเป็นอย่างนี้...ต้องรักษาไว้ให้นานที่สุด..คือ
ต้องรักษาความเร็วเอาไว้..ไม่ลด...ไม่เพิ่ม
ถึงจุดให้น้ำ...ต้องโฉบ....อย่าผ่อน
เจออุปสรรคทำให้วิ่งช้า...ต้องเลี่ยง
มีคนชวนคุย...อย่าคุย
ตั้งใจรักษาความเร็วไว้อย่างเดียว...
เห็นคนแซงไป...อย่าเร่ง...อย่าตาม...เดี๋ยวก็เอาคืนได้
รักษาความเร็วเอาไว้อย่างเดียว...อาการลอยจะลอยอยู่อย่างนั้น
ทำให้วิ่งเร็วอย่างสบาย....และมีความสุข...
จะสังเกตุว่า..ความเร็วที่ทำได้นั้น...ก็คือความเร็วที่ฝึกมานั้นเอง...
แต่รักษาความเร็วเอาไว้ได้นานไม่ตก

นักวิ่งต้องหัดฝึกซ้อมให้เกิดอาการลอยไว้..
เพราะเป็นการวิ่งเร็วที่สบาย และเร็วนาน

การจะเสียอาการลอยก็คือ..ลดความเร็วลง แม้เพียงนิดเดียว...ก็จบกัน
การจะเสียอาการลอยก็คือ..เพิ่มความเร็วอีกแล้วลดความเร็วลง แม้เพียงนิดเดียว...ก็จบกัน

ดังนั้น...นักแข่ง..จึงไม่ยอมหยุด...เพื่อรักษาอาการลอยไว้นั่นเอง..
การให้น้ำนักแข่งแนวหน้า...จึงต้องวางบนโต๊ะอย่าส่งด้วยมือ
เพราะไปยืนขวางความเร็ว...เขาไม่ต้องการ



โดยคุณ กฤตย์ (125.27.175.222) [30 พ.ย. 2550 เวลา 19:41] #216141 (2/5)

ก็เป็นลักษณะวิ่งให้ช้าก่อน มันถึงจะลอยได้
หากเร็วตอนต้นไป มันก็ไม่ลอยให้

แค่ไหนถึงได้ระดับของเรา ให้ลองตอนซ้อม



โดยคุณ 555 (58.9.199.229) [01 ธ.ค. 2550 เวลา 13:05] #216224 (3/5)

เพิ่งรู้จักคำว่า "ลอย" นี่มาจากเพื่อน นักวิ่งที่เป็น ทีมชาติ ครับ

แต่ก่อนหน้านี้ ก็ มีประสบการณ์จากการวิ่งจนลอยนี่ แล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร สอบถามหลายคน ก็ไม่รู้จัก แต่พอดีไปถามพื่อนที่เป็นนักวิ่งทีมชาติ เค้าก็บอกในทำนองเดียวกับคุณกฤตย์ ครับ.... ยืนยันครับ ว่าอาการนี้มีจริง ผม ประสบกับตนเอง... มาตลอดการวิ่งในระยะหลังๆนี้...


ปรกติ จะวิ่งซ้อมวันละ 8 กิโล ครับ

อาการจะปรากฎในการวิ่งตั้งแต่กิโลที่ 2 เป็นต้นไป อาจเกิดช้าหรือเร็วกว่านี้ แล้วแต่ว่าวันไหน การวิ่งเป็นอย่างไร ไม่แน่ แต่จะเกิดทุกครั้ง

อาการคือ ในระหว่างวิ่ง เพลินๆ (เหมือนการวิ่งแล้ว ทำสมาธิไปด้วย พยายามไม่คิดอะไร มองถนนไปเรื่อยๆ ) ก็จะเกิดอาการ เหมือน ลอย คือ

ร่างกาย เหมือน หุ่นยนต์ วิ่งก็ทำหน้าที่วิ่งไป... ไม่เหนือย ไม่หอบ ไม่อะไรทั้งสิ้น มันลอยไปเรื่อยๆ ... ไม่เร็วกว่าปรกติ ไม่ช้ากว่าปรกติ แต่มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา ..ทั้งร่างกาย

แล้ว จะหยุดเมื่อไรก็ได้...แต่ส่วนใหญ่จะ คงให้สภาพนี้อยู่ไปตลอดเวลาที่วิ่ง


สรุป ดีมากๆครับ ...วิธีนี้ สบายๆ เรื่อยๆ เพลิน ๆ ไม่เหนือย ไม่หอบ เกินไป..


แต่จะใช้ไม่ได้กับพวกที่วิ่ง แบบ สปีดอับ เพิ่มความเร็ว ทำเวลารวมให้มากขึ้น

เหมาะสำหรับวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่คำนึงถึงเวลา ....

เช่น กำหนดระยะทางวิ่ง 10 กิโล ใช้วิธีนี้ .... ลอยไปเข้าเส้นสบายๆ ครับ (แต่อย่าหวังเรื่องเวลานะครับ )

ลองดูแล้วจะติดใจ..




โดยคุณ กฤตย์ (117.47.94.209) [06 มี.ค. 2551 เวลา 15:12] #244420 (4/5)

"ลอย" หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
"ติดลมบน" แต่ฝรั่งกลับเรียกลงล่างว่า
"In the Groove"
คนละทิศละทาง แต่ความหมายเดียวกัน

การวิ่งให้ลอยก็หนีการที่ต้องวิ่งช้าก่อนไม่พ้นหรอกครับ เพื่อจะให้ลอย ไม่จำเป็นต้องฝืนทรมานต้นไปเล็กน้อยแล้วลอยภายหลัง
เราต้องวอร์มให้ถึง ราว 20-30 นาที ช้าๆ
การออกตัวแบบนี้ก็จะแพ้เพราะช้าเกินไป ***้กลับไม่ทัน
ก็ใช้เอาการวิ่งช้านั้นไปอยู่ก่อนการแข่งขัน(วอร์ม)
พอเข้าซองสตาร์ทก็ได้ระดับแล้ว
พอวิ่งจริง ก็ยังไม่เร็วถึงตรงนั้น จับจังหวะไม่นาน เดี๋ยวก็เข้า Pace ลอยได้

มีแชมป์บางคนระยะ 10 โล ไม่ใช้วิธีลงวิธีลอยอะไรทั้งนั้นโกยแนบ
หอบหนักเหนื่อยมาก แล้วเข้าเส้นชัยได้ถ้วยไป
ต้องอธิบายว่า เขามีความฟิตที่เหนือเรา วิ่งแบบทิ้งลอย เอาเร็ว เลือกหนทางทรมาน ด้วยการถือครองความทนทรมานนั้นให้ได้นานๆ กะประมาณเอาว่า จะตกความเร็วที่กิโลที่ 11 หลังเข้าเส้นชัยที่กิโล 10 จบแล้ว ใครจะสนใจลอยหรือไม่ลอย (บางคนนะครับ)



โดยคุณ สถาวร จันทร์ผ่องศรี (124.120.27.144) [14 เม.ย. 2551 เวลา 23:29] #253194 (5/5)

น่าจะเป็นช่วงที่เราเรียกกันว่านาทีทอง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์เกิดขึ้น 3 อย่างในเวลาเดียวกัน นั้นคือการใช้ออกซิเจน การเกิดกรดแลกติคและอัตราการเต้นของชีพจรคงที่จะเป็นช่วงที่การเผาผลาญของออกซิเจนในการสร้างพลังงานจะพอดีกับการใช้พลังงานและการขจัดกรดแลคติคที่เกิดขึ้นทำให้ไม่เกิดความเมื่อยล้าและอัตราการเต้นของชีพจรก็จะอยู่ในระดับที่คงที่พอเหมาะกับระบบไหลเวียนทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ก็จะรักษาระดับไปแค่ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ขึ้นอยู่กับระดับการฝึกซ้อมและการใช้ความเร็วในการแข่งขัน



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย   ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น                                                             Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 100 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]