ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

อย่าให้ใครมาบอกเราถึงขีดจำกัดสามารถใดๆ

อย่าให้ใครมาบอกเราถึงขีดจำกัดสามารถใดๆ

โดย กฤตย์ ทองคง


เป็นที่ชัดเจนว่า นักวิ่ง เป็นกลุ่มประชากรที่น่าจะเป็นพวกที่มีสุขภาพดี มีภูมิต้านทานโรคภัยมากกว่าผู้คนทั่วไปโดยเฉลี่ย

แต่ผู้คนภายนอกวงการวิ่งที่มองเข้ามา อาจให้ความหมายที่ต่างออกไปจากที่เราเคยชิน ที่เรามักจะเคยได้ยินได้ฟังทำนองเอ่ยชื่นชมความเก่งสามารถในเรื่องความแข็งแรง แต่ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆทัศนคติที่มีอยู่เท่านั้น

ยังมีความเห็นของผู้คนอื่นที่มองเราอย่างเคลือบแคลงอยู่บ้าง แต่เราไม่เคยได้ยิน เพราะความที่พวกเขาต้องยับยั้งคำพูดมิให้เราขัดใจซึ่งๆหน้าตามมารยาทที่ดี ความคิดเห็นเหล่านี้จึงมักอยู่ตามซอกลิ้นชักมืดๆที่เรามองไม่เห็น ไม่ได้วางอยู่อย่างเปิดเผย แต่มีอยู่จริง

หนึ่งในนั้นคือ ข้อครหาว่าพวกเราทารุณร่างกายของตัวเองจนเกินไป มีอย่างที่ไหน วิ่งเข้าไปได้ ไกลๆตั้งหลายสิบโล รถมีก็ไม่ขึ้น แล้วยิ่งน่าแปลกที่สุดก็คือ ธุระปะปัง ณ ปลายทางก็ไม่มีอีก วิ่งไปทำไม วิ่งไปให้ถึง ถึงแล้วไง ถึงแล้วก็กลับ เป็นพฤติกรรมเดินทางที่ไม่เหมือนชาวบ้านร้านช่อง ที่ไปตลาดเพื่อไปซื้อข้าวของ เพื่อไปทำงาน หรือเพื่อไปส่งไปรับลูกจากโรงเรียน

แต่พวกเราวิ่งกันเฉยๆ คือวิ่งเพื่อวิ่ง วิ่งเพื่อตัวของมันเอง แล้วมันก็เหนื่อยยาก ทำตนเองประหนึ่งปัญจวัคคีย์ทรมานตนเอง ต่อคำอธิบายว่าเพื่อการออกกำลังกาย ก็มิใช่แบบนี้ ระยะทางที่มหาศาล มันไกลเกินกว่าจะใช้ขาคนธรรมดาเป็นพาหนะ แต่ก็ยังดันทุรัง ไปจนถึง

ความคิดเห็นของพวกเขาส่วนหนึ่งถูกยืนยันด้วยปรากฏการณ์บาดเจ็บของพวกเรา แล้วความบาดเจ็บนี้ก็มีแพร่หลายในหมู่นักวิ่งอยู่จริง จนหลายๆฝ่ายเชื่อว่า ความบาดเจ็บในหมู่นักวิ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญ ยิ่งตอกย้ำให้พวกเขาแน่ใจว่า การวิ่ง (แม้อาจจะเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์จริงจากการวิ่งน้อยๆอย่างช้าๆ) ย่อมมีพิษมีภัย และควรหลีกเลี่ยง หรือมีการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอื่นที่ดีกว่าวิ่งแน่นอน

เป็นที่น่าเสียดายว่า คำพูดและคำอธิบายของพวกเราต่อเรื่องดังกล่าวกลับไม่เฉลยข้อที่คลุมเครือของพวกเขาให้ตรงเป้า แต่กลับกล่าวอย่างลอยๆว่า
“หากผู้ใดไม่มาวิ่งเองก็จะไม่รู้สึก” และ
“ต้องมาวิ่งเองแล้วจะรู้ว่ามันมีคุณความดีอย่างไร” เหล่านี้เป็นต้น
พวกเราหาตระหนักไม่ว่าคำกล่าวเช่นนี้เป็นการผลักเสือเข้าป่า แทนที่พวกเขาฟังแล้วจะมาลองวิ่ง เพื่อจะได้รู้ , เพื่อจะได้ติดใจ จะกลายเป็นว่า
“แน่ละ......ฉันจะไม่มีวันทำสิ่งโง่ๆอย่างนั้นแน่นอน...เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะเกรงว่ามันจะต้องทำสิ่งโง่ๆนั้นตลอดกาลไงล่ะ”

นักวิ่งทุกคน ย่อมอยู่ในฐานะประเทืองวงการวิ่งได้เสมอ และย่อมควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย ไม่ว่าคุณจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ คำพูดที่เราใช้อธิบายพฤติกรรมตัวเอง ย่อมมีผลต่อการเกิดใหม่ของผู้มีสำนึกรักสุขภาพที่สุกงอมและกำลังตัดสินใจจะมาวิ่งในอนาคตหรือไม่? หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีผลต่อทัศนคติของคนภายนอกที่มีเข้ามาในวงการเสมอ

คำถาม หรือคำทักทายของคนภายนอก ที่เอ่ยสนทนากับพวกเรา มิได้หมายความตามคำพูดที่เขาเอ่ยมาเสมอไป บางทีการตอบตรงตามประเด็น ดูมันจะไม่เอื้อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันและกันขึ้นมา ที่ผู้เขียนเจอบ่อยก็คือ “วันๆคุณวิ่งกี่กิโลฯครับ” (คือ เขาเห็นเราซ้อมมาก อันเป็นวาระที่หมายไว้ในตารางฝึก) แทนที่ผู้เขียนจะตอบไปว่า ยี่สิบกิโลครับที่บังเอิญวันนั้นเป็นวันวิ่งยาวพอดี ผู้เขียนกลับตอบไม่ตรงคำถามว่า
“ถ้าเพื่อสุขภาพ ไม่ต้องวิ่งอย่างนี้นะครับ ที่วิ่งอย่างนี้เป็นโปรแกรมฝึกเพื่อไปแข่งขันที่ต้องมีการฝึกที่จำเพาะเจาะจงแตกต่างออกไป สำหรับเพื่อสุขภาพธรรมดา คุณวิ่งเพียงวันละ 4-5 กิโล สัปดาห์ละ 4-5 วัน ก็เพียงพอแล้ว คุณก็จะได้รับภูมิต้านทานดีเทียบเท่าพวกผมแหละครับ”

แม้จะตอบอย่างไม่ตรงคำถามแบบนี้ทุกคราว แต่ผู้เขียนสังเกตเห็นแววตาของพวกเขาที่ฟ้องว่า เราตอบได้ตรงใจเขามาก หรือเฉลยข้อข้องใจได้หมดจด ด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเข้าใจ ตรงกันข้ามหากเราตอบไปว่า “เท่านั้นเท่านี้กิโล” ต่อมความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองในหมู่พวกเขาจะถูกทำให้ฝ่อจนหมดสิ้น กับความคาดหวังว่า ตัวเองคงจะสิ้นใจกลางทาง สำนึกแห่งความท้าทาย และความกล้าหาญหยั่งถึงศักยภาพคนเราจะถูกทำลายให้กลายเป็นหนังตลกที่เป็นไปไม่ได้

ในอีกด้านหนึ่ง ที่บางครั้ง บางจังหวะ และบางราย พวกคนภายนอกเหล่านี้ ยังกล้าหาญมาชวนเราให้เลิกวิ่งเสียอีก อันที่จริงต้องกล่าวว่า เขาทำเช่นนี้ เพราะความหวังดีต่อเราแท้ๆ เพราะความที่กลัวเราจะเดี้ยงไปเสียก่อน กลัวว่าการวิ่งจะเป็นตัวการบ่อนทำลายสุขภาพของเรา (อย่างที่เขาเคยเห็น , เคยรู้)
เช่น “ระวังนะ วิ่งอย่างนี้เข่าจะเสีย” หรือ “ระวังกระดูกจะเสื่อม” ว่าแล้วก็ยกตัวอย่าง นักวิ่งที่เดี้ยงคนนั้นคนนี้ ซึ่งตัวอย่างเหล่านั้นก็ถูกต้องเสียด้วย
“อายุมากแล้ว จะวิ่งจะทำอะไรให้ดูตัวเองด้วย”
“อย่าใช้งานให้หนัก มันจะยิ่งลดประสิทธิภาพร่างกายในช่วงท้ายชีวิตลงไปอีก”
แล้วก็อะไรต่ออะไรที่ตอกย้ำกัดกร่อนความมั่นใจเจาะหูนักวิ่งอยู่ทุกวัน

ที่สุดประหลาดก็คือ กลับมีนักวิ่งเองบางรายให้ความเชื่อถือเสียด้วย ด้วยการลดปริมาณการฝึกลงในฐานะตัวเริ่มจะมีอายุ อย่างไม่คำนึงว่าระดับของตัวเองที่เคยทำได้นั้นสูงจากผู้คนปกติมากจนอยู่ตัวนานแล้ว จากความเชื่อนั้นๆจึงได้ลดความเร็วที่เคยทำได้ลง แล้วลดลงไปอีกเรื่อยๆกลายเป็นเดิน (อาจตามแบบอย่างนักเกลี้ยกล่อมนั้นก็ได้) แล้วที่เดินก็เดินให้น้อยๆลงจนเทียบเท่าสหายผู้ชราภาพและอ่อนเปลี้ยเหล่านั้น เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็เท่ากับว่า วงการ ได้สูญเสียนักวิ่งไปอีกคนหนึ่งแล้ว

นี่ต้องเรียกว่า คบหาสมาคมผิดกลุ่ม ยังไม่พอ ตัวนักวิ่งเองก็หามีองค์ความรู้ประดับเรือนกายด้วยไม่ แทนที่วิ่งมาตั้งนานแล้ว น่าจะเป็นหลักทางความรู้ให้กับผู้ที่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ว่าไม่เสมอไปที่คนสูงวัยทุกคนต้องอ่อนแอ , หรือต้องมีพฤติกรรมกระย่องกระแย่งสมวัย ให้เข้าใจได้ถูกต้อง แต่กลายเป็นถูกกลืนและค่อยๆจางหายไปในที่สุด

ตัวอย่างนี้มีเป็นระยะๆ แม้จะมีผู้อ่านนักวิ่งบางคนยืนยันคอเป็นเอ็นว่า ยังไงๆฉันก็จะวิ่งของฉันอย่างนี้ตลอดไป แต่นี่เป็นตัวเราไงครับที่คิดอย่างนี้ และตัวเขาคิดอย่างนั้น เพราะความที่คนเราคิดแตกต่างกันไง โลกมันถึงเป็นอย่างทุกวันนี้

การที่คนหนึ่งๆจะสามารถทำอะไรที่ยากๆ และหนักหนาได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่พื้นเพเบื้องหลังและพฤติกรรมสะสมด้วย ไม่ใช่จู่ๆวันนี้ ผู้เขียนจะสามารถวิ่งคอร์ท 800 เมตร 10 เที่ยว ที่ต่ำกว่า 3 นาทีได้เป็นวันแรก แต่ผู้เขียนผ่านการค่อยๆฝึกค่อยๆวิ่งอย่างช้าๆมีแบบแผนที่แน่นอนนานเป็นปีๆแล้ว กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ผู้คนเห็นว่า “อายุปูนนี้แล้ว วิ่งไม่เจียมตัว” ผู้เขียนผ่านการค่อยๆเติบโต เขยิบความเข้มข้นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทีละนิด จนมันกลายเป็นเรือนร่างอีกเรือนร่างที่แตกต่างไปจากร่างเมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างคนละเรื่อง แล้วก็ไปไกลกว่าเรือนร่าง Average ของประชากรทั้งหมดในกลุ่มอายุเดียวกัน

เซอร์โจเจอร์ แบนิสเตอร์ (Sir Roger Banister) ผู้สามารถวิ่งระยะ 1 ไมล์ได้ต่ำกว่า 4 นาที คนแรกของโลก (1954) กล่าวว่า No one can say “You must not run faster than this or jump higher than that , The human spirit is indomitable”

สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไป มิได้มีเจตนายกเลิศเชิดชูพวกนักวิ่งด้วยกันเองว่าเลิศล้ำสามารถเหนือผู้คนกลุ่มอื่นๆที่ไม่วิ่ง แต่ประเด็นมันอยู่ที่ความพยายามชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพที่ธรรมชาติให้เรือนร่างนี้แก่มนุษย์มา มันมหัศจรรย์ที่สามารถปรับตัวได้มากกว่าที่เราคาดการณ์มากมาย อันจะมองให้ไกลไปอีกก็ได้ว่า จะให้คนเราทุ่มเทความตั้งอกตั้งใจในทางความคิด , ความงดงามไพบูลย์ หรือสัจจธรรมใดๆที่สูงส่งขึ้นไปอีก ก็ย่อมได้ หรือจะปล่อยปละละเลย เท้งเต้งแล้วแต่ลมใดจะพัดมา กระแสใดจะไหลไป พลอยเสื่อมละลายคุณค่าความเป็นอัจริยะ หรือทำคุณงามความดีแห่งอริยะที่มีอยู่เดิมในตัวทุกคนตกหายก็ได้อีกเช่นกัน

ควรอย่างยิ่งที่นักวิ่ง หรือนักอื่นใดก็ตาม ตระหนักให้แจ่มชัด เพื่อจะได้เข้าไปจัดการดูแลตัวเองให้สมกับที่เรามีสิ่งมหัศจรรย์อยู่ในมือ คือร่างกายและสติปัญญา จะได้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เงื่อนไขและโอกาสของแต่ละคนจะพึงมี


01.06 น.
8 สิงหาคม 2552



โดยคุณ กฤตย์ (222.123.251.159) [08 ส.ค. 2552 เวลา 14:00]




โดยคุณ HmoHmong (61.90.68.146) [08 ส.ค. 2552 เวลา 14:54] #408171 (1/25)




Thanks you., Sir.



โดยคุณ แว่น นจ. (124.120.54.225) [08 ส.ค. 2552 เวลา 15:04] #408172 (2/25)

เป็นบทความที่ดีจริงครับ นักวิ่งเท่านั้นที่เข้าใจกัน คนที่ไม่วิ่งไม่รู้คำว่า เหนื่อยอย่างมีความสุขเป็นอย่างไร ผมชอบบทความนี้จริงๆ



โดยคุณ KFR. Mail to KFR. (118.174.144.238) [09 ส.ค. 2552 เวลา 20:20] #408874 (3/25) KFR.'s Profile




โดยคุณ aeimsa Mail to aeimsa (117.47.109.190) [10 ส.ค. 2552 เวลา 09:14] #409155 (4/25) aeimsa's Profile

โดนครับพี่น้อง ได้ใจจริงๆๆ

ขอบคุณครับอาจารณ์



โดยคุณ หมูยอ- Moryu (119.46.61.233) [11 ส.ค. 2552 เวลา 14:20] #409674 (5/25)

เป็นบทความที่ถูกต้อง และถูกใจผมมากครับ
ทุกวันนี้ คนที่ไม่อยากวิ่ง เพราะกลัวเข่าเสีย ยังมีอยู่อีกมากมาย
แม้แต่หมอ หลายๆคน ก็ยังเชื่อตามพวกนี้ เพราะเวลาเรียนเป็นหมอ
ก็ไม่ได้เรียนเรื่องวิ่งหรอกครับ

ขอบคุณครับ อ.กฤตย์



โดยคุณ ทวี นครศรี Mail to ทวี นครศรี (117.47.204.98) [12 ก.ย. 2552 เวลา 15:28] #421047 (6/25) ทวี นครศรี's Profile

ขอบคุณครับ อ.กฤตย์



โดยคุณ ศิษย์เอง (111.84.106.41) [24 ธ.ค. 2552 เวลา 20:44] #456813 (7/25)

GOOD.....GOOD....
....ครูของข้าพเจ้า...



โดยคุณ tanespol Mail to tanespol (125.25.2.64) [19 เม.ย. 2553 เวลา 22:39] #493597 (8/25) tanespol's Profile


ขอบคุณครับ
เป้นข้อแนะนำที่ดีมากๆๆๆ



โดยคุณ pea2008 Mail to pea2008 (180.180.25.216) [04 พ.ค. 2553 เวลา 11:30] #496964 (9/25) pea2008's Profile ICQ - ไม่มี


ถูกต้องที่สุด ผมเริ่มวิ่งจริงจังต่อเนื่องมาได้ 3 เดือนเมื่ออายุ59ปี เริ่มที่วันละ 3 ก.ม.จนถึง10 ก.ม.วันนี้อาการปวดข้อต่างๆกลับหายไป กล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า ตอนอายุ 30 ปีที่ไม่ออกกำลังกายเลย



โดยคุณ เด็กๆ (58.64.113.47) [11 ส.ค. 2553 เวลา 21:11] #523005 (10/25)

แหะๆ ตอนแรกหนูกำลังหาวิธีลดน้ำหนักค่ะ ไปๆมาๆก็มาเข้าเวปนี้โดยบังเอิญ ซึ่งจำได้ว่าเคยเข้ามาก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

พอดีวันนี้คิดจะลดน้ำหนักอย่างจริงๆจัง เลยลองอ่านดูเรื่อยๆ แรกๆก็คิดว่า ประสบการณ์เยอะดีจัง เอาไปประยุกต์เป็นกำลังใจให้ตั้งใจอ่านหนังสือได้ด้วย อย่างเรื่องฝึกความอดทนเพื่อวิ่งเร็วค่ะ ก็เลยเริ่มติดใจแต่อ่านไปเพื่อนเอาประสบการณ์เฉยๆค่ะ แต่พออ่านไปอ่านมาก็เริ่มรู้สึกดีกับการวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆเลยค่ะ ><

ตอนนี้ได้จินตนาการถึงภาพตัวเองไปวิ่งที่สวนลุมเลยค่ะ

ที่โรงเรียนจะมีสั่งงานให้วิ่งเก็บรอบให้ครบ100รอบ/เทอมด้วยค่ะ โดยให้วิ่งเก็บไปวันละ5รอบ/วัน สัปดาห์ละ3วันค่ะ ซึ่งหนูและเพื่อนๆส่วนมากก็จะวิ่งกันคนละรอบ แล้วเอาไปให้อาจารย์เซ็นว่า5รอบค่ะ แหะๆ แต่พอมาวันนี้ได้รู้ถึงประโยชน์ของการวิ่งแล้ว ทำให้ไม่อยากโกหกเรื่องรอบวิ่งแล้วค่ะ T^T

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ดีๆมากมาย ชอบมากเลยค่ะ



โดยคุณ the runner (192.168.8.79) [01 พ.ย. 2553 เวลา 15:51] #548816 (11/25)

ขอบคุณครับ อาจารย์กฤตย์ คมมากครับ โดนใจนักวิ่งอย่างผมอย่างแรง



โดยคุณ the runner (192.168.8.79) [01 พ.ย. 2553 เวลา 16:00] #548818 (12/25)

ผมเห็นคุณลุง Tanimoto Matsuzo อายุสงสัยจะ 65 แล้วมั้งครับ วิ่งยังกะม้า ผมเอง 10 กิโลเมตร อายุยังไม่ถึง 40 เลย ยังสู้ไม่ได้เลยครับ...ผมลองถามหมอๆ (ที่เป็นนักวิ่ง) บอกว่าวิ่งไปเถอะ ไม่เป็นไร ที่อายุมากแล้วยังวิ่งได้และเข่าไม่เสื่อม ก็เพราะมันมีเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง คอย support อยู่ครับ อีกอย่างนักวิ่งส่วนมาก น้ำหนักไม่เยอะ จะไม่อ้วน เพราะวิ่งอยู่เสมอครับ



โดยคุณ นักวิ่งสมัครเล่นNIKE (127.0.0.1) [25 พ.ย. 2553 เวลา 20:58] #558657 (13/25)

ขอบคุณมากครับ
ผมรู้แต่ประโยชน์ของการวิ่ง เป็น การลดการเต้นของหัวใจให้ทำงานน้อยลง
เพื่อเป็นการถนอมการใช้งานให้อยู่ได้นานๆ
ได้ความรู้หลายๆมุมจริงๆ
ถ้าทำอย่างถูกต้องการอาการบาดเจ็บต่างๆจากการวิ่งก็จะไม่มี
ร่างกายแข็งแรง แน่นอน
เพราะผมก็เคยเจอเพื่อนๆ หรือมีคนถามว่าวิ่งไปทำไม เราไม่สามารถอธิบาตให้เขาเข้าใจได้ แบบบทความนี้ ยอดเยี่ยมจริงๆครับ



โดยคุณ บอสคุงครับ (125.25.29.44) [21 ธ.ค. 2553 เวลา 21:43] #568068 (14/25)

เพื่อตัวเรา เพื่อใจเรา เพื่อชีวิตเรา เพราะชีวิตเป็นของเรา



โดยคุณ Big Hat No Cattle Mail to Big Hat No Cattle (61.91.205.195) [07 มี.ค. 2554 เวลา 08:52] #585472 (15/25) Big Hat No Cattle's Profile

แค่อยากอายุ 60 ปีแล้วยังวิ่งได้ 10 กิโลก็เพียงพอ แล้วครับ
ส่วนตัวเป็นคนที่มีเวลาน้อยครับ แต่ก็ยังอยากวิ่ง ปัจจุบันต้องวิ่งเอาช่วงก่อนนอน
3-4 ทุ่ม ก็ยังวิ่งครับรู้แค่วิ่งแล้ว ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ไม่เครียด ดี ครับ



โดยคุณ the runner (61.90.9.201) [01 พ.ค. 2554 เวลา 14:04] #599197 (16/25)

ยอดเยี่ยมครับอาจารย์กฤตย์ คมคาย สวยงามครับ



โดยคุณ เสือวิ่งสิงห์ปั่นแม่โจ้ (223.207.133.209) [31 พ.ค. 2554 เวลา 14:38] #606671 (17/25)

เปิงใจ๋ไข้โล่นครับ



โดยคุณ นักวิ่ง (172.19.2.74) [20 ก.ค. 2554 เวลา 15:33] #620107 (18/25)

ยอดมากครับสำหรับ บทความ ทำให้ผมรู้อะไรอีกเยอะเลย
อยากวิ่งล่ารางวัแล้วครับ 555555555+



โดยคุณ ประสิทธิ์ วรรณศรี (125.26.218.243) [09 ม.ค. 2555 เวลา 09:07] #655999 (19/25)

บทความโดนใจครับ ผมวิ่งมา 7 แล้วตอนนี้ 45 ปีครับกำลังฝึกอย่างจริงจัง 21.5 กม.แบบวันเว้นวัน /105 นาที/วิ่งนับหลัก กม.ตามถนนครับ มันเป็นความสุข/เป็นตัวตนของเรา/ลืมความทุกข์/ไม่อยากกินเล้าเลย/ประหยัดเงิน/ครอบครัวมีความสุข/ร่างกายแขงแรงได้กล้ามเนื้อ พอใจมากและจะวิ่งตลอดไป



โดยคุณ ประสิทธิ์ วรรณศรี (180.180.40.159) [10 ม.ค. 2555 เวลา 10:02] #656223 (20/25)

ขอทดสอบวางภาพนะครับ



โดยคุณ คนปีขาล (118.172.224.105) [16 ม.ค. 2555 เวลา 12:02] #657255 (21/25)

อานแล้วชื่นใจจังจริงดว้ย เห็นดว้ย อานแล้วอยากไปลากแขนพวกขี้เกลีอดมาอ่านขอบคุณคำแนะนำดีดีแบบนี้



โดยคุณ KFR. Mail to KFR. (171.4.116.115) [02 ก.พ. 2555 เวลา 10:32] #662762 (22/25) KFR.'s Profile

แวะมาอ่านอีกรอบครับ



โดยคุณ นักวิ่งนครศรี (118.173.39.224) [14 มี.ค. 2555 เวลา 21:44] #672506 (23/25)

ขอบคุณครับ ตรงใจผมเลย เพราะคำถามเหล่านี้ผมเจอมาเยอะครับ แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร พอได้อ่านบทความของอาจารย์ รู้สึกกระจ่างครับ ต่อไปใครถามผมจะได้ตอบได้พร้อมกับให้คำแนะนำได้ถูกต้องครับ



โดยคุณ ราม (192.168.0.72) [16 พ.ค. 2555 เวลา 03:00] #681705 (24/25)

ผมทำงานส่งด้ายพุ่งต้องลากด้ายพุ่งทุกวัน ทำไปๆชักปวดเข่าเลยไปหาหมอหมอก็เตือนว่าให้ถนอมเขาอย่าหักโหมงานหรือวิ่งมากเกินไป ผมก็ไม่เชื่อนับจากวันนั้นผมวิ่งออกกำลังกายทุกวัน ปรากฏว่าไม่มีอาการปวดเข่ามารบกวนอีกเลย แถมผลพลอยได้บางครั้งบางสนามก็ได้ถ้วยติดมาเป็นกำลังใจอีกต่างหาก



Error5