ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

เรียนถาม อ. สถาวร ครับ

ก่อนหน้าเคยได้รับความรู้จาก อ. สถาวร เรื่องชีพจร

แต่ตอนนี้ ไม่มั่นใจว่าที่จำได้ผิดหรือไม่

ทราบเพียงคร่าว ๆ ว่า ให้จับตอนตื่นนอน

เพื่อจะได้ทราบถึงความฟิต

ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่


ครับ

พอดีวันนี้ ไปซ้อมที่สวนลุม มีเพื่อน ๆ มาสอบถามผมเหมือนกัน แต่ไม่สามารถอธิบายได้

อยากขอความรู้จาก อ.สถาวร ครับ

เกี่ยวกับ วิธี ประโยชน์ การเปรียบเทียบ +- ของชีพจร

ขอบคุณครับ

น้า PAT's Profile โดยคุณ น้า PAT Mail to น้า PAT (61.90.21.162) [16 ธ.ค. 2552 เวลา 21:54]




โดยคุณ สถาวร จันทร์ผ่องศรี (124.120.29.245) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 11:58] #454588 (1/15)

กราบสวัสดีน้า Pat ที่เคารพ

การจับหรือตรวจสอบการเต้นของชีพจร
ควรที่จะทำทุกเช้าเมื่อตื่นนอน
ตื่นปุ๊ป จับปั๊ป ( ชีพจรนะครับ )
ยังไม่ต้องลุกไปทำกิจกรรมใดๆ
ชีพจรจึงจะค่อนข้างแม่น

อัตราการเต้นของชีพจรเป็นหลักที่นิยมใช้
สำหรับกีฬาที่ต้องใช้ความอดทนเป็นพิเศษ

ความจริงแล้วก็ใช้ได้ทุกกิจกรรมของการออกกำลังกาย

แต่ที่เน้นสำหรับนักวิ่งเพราะมีผลโดยตรงกับนักวิ่งระยะไกล
เพราะเราต้องใช้ระบบการไหลเวียนเลือด
เป็นหลักสำหรับการพัฒนาระบบต่างๆ

ชีพจรเป็นจังหวะของการยืดหยุ่นของหลอดเลือด
ซึ่งจะเป็นจังหวะตามการบีบและคลายตัวของหัวใจ
ในการส่งเลือดซึ่งมีสารอาหารและออกซิเจน
ไปหล่อเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

รวมถึงการรับของเสียจากการเผาผลาญสารอาหาร
และการทำงานของระบบภายในร่างกาย
เพื่อนำไปผ่านกระบวนการฟอกใหม่หรือขจัดทิ้งไป

เพราะฉะนั้นเราต้องบันทึกพื้นฐาน
การเต้นของหัวใจหรือชีพจรของเราและบันทึกไว้
ตั้งแต่การเริ่มออกกำลังกายครั้งแรก

เพราะจะสามารถบ่งบอกให้ทราบถึง
การพัฒนาการหรือความผิดปกติของสภาพร่างกายได้หลายอย่าง

ในส่วนของนักวิ่งเราสามารถนำมาประเมิน
ความสมบูรณ์ของตัวนักวิ่งเอง
และที่สำคัญที่สุดก็คือนำมาเป็นหลัก
ในการพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดแผนการฝึกซ้อมได้

การเต้นของชีพจรควรเต้นสม่ำเสมอ
อาจจะมีการเพิ่มหรือลดลงบ้าง
แต่ก็ต้องเป็นไปตามเหตุและผลจากสภาวะการซ้อม
กิจวัตรประจำวันที่มีการเปลี่ยนแปลง
หรือจากความสมบูรณ์ทางกายที่เพิ่มขึ้นหรือความผิดปกติ
เนื่องมาจากการจัดแผนการซ้อมที่ผิดพลาด
การไหลเวียนของเลือดมีปัญหา

หลักที่นิยมใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ก็คือ
ไม่ควรมากกว่าหรือน้อยกว่า 5 ครั้งต่อนาทีในแต่ละวัน

ผมดีใจมากที่มีนักวิ่งสนใจเรื่องนี้
เท่ากับว่าความพยายามของผม
ที่สื่อเรื่องนี้ออกมาในระยะ 4-5ปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า

การเต้นของชีพจรในคนปกติ
จะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเพศ อายุ
การปฏิบัติภารกิจประจำวัน อาหาร การพักผ่อน
และสภาวะของอารมณ์

ผู้ชายก็จะอยู่ที่ 60 - 80 ครั้งต่อนาที
ผู้หญิงก็จะอยู่ที่ 70 - 90ครั้งต่อนาที
เด็กก็อาจจะสูงกว่าเล็กน้อย

ผมหมายถึงคนทั่วๆไปนะครับ
แต่ถ้าเป็นนักวิ่งจะต้องต่ำกว่า
ถ้าไม่มีอะไรที่ผิดปกติ
และก็จะลดต่ำลงจนถึงระดับหนึ่ง
ตามความสมบูรณ์ของร่างกาย

ของผมเคยต่ำที่สุด34 ครั้งต่อนาที
มีเหตุผลทางวิชาการที่ค่อนข้างต้องทำความเข้าใจ
เอาเป็นว่านักวิ่งที่ผ่านการซ้อม
มีการพัฒนาที่ดีตามลำดับ
การส่งเลือดออกจากหัวใจในแต่ละครั้ง
จะมีปริมาณที่มากกว่าคนปกติ

ยิ่งซ้อมดีมากขึ้น
ก็จะมีปริมาณส่งออกที่มากขึ้นตามไปด้วย

แต่ก็มีความจำกัดเมื่อถึงขีดความสามารถสูงสุด
ปริมาณที่ส่งออกมาทำให้สารอาหารที่จำเป็น
ถูกส่งไปให้อวัยวะต่างในร่างกายได้อย่างเพียงพอ
ต่อการทำงานที่เพิ่มขึ้น

จึงทำให้จำนวนครั้งของการส่งเลือดออกจากหัวใจลดลง
นั้นก็เป็นผลให้ชีพจรลดลงนั้นเอง
แต่การส่งเลือดออกจากหัวใจก็จะมีจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น
เมื่อมีการเพิ่มความหนักของงานที่เพิ่มขึ้น
หรือมีการเปลี่ยนแปลงในด้านชีวเคมีในร่างกายเช่น
ตื่นเต้น ตกใจ ดีใจ
หรือเมื่อร่างกายมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารอาหารที่เพิ่มขึ้น

การที่นักวิ่งมีอัตราการเต้นของชีพจรต่ำลง
เนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น
เลือดที่ถูกส่งออกมาจึงมีมากขึ้น
จึงทำให้จำนวนครั้งการส่งเลือดออกมาลดลง
ทั้งในขณะพักและเวลาวิ่ง

ความแข็งแรงและสมบูรณ์ที่เพิ่มขึ้น
จะมีผลต่อการเพิ่มความสามารถ
ในการใช้ออกซิเจนได้มากขึ้นจากคนปกติ

ดังนั้น ค่าความห่างระหว่างการเต้นของชีพจรระดับปกติขณะพัก
ไปถึงการออกกำลังกายหรือการวิ่ง
จนถึงระดับความสามารถสูงสุดของนักกีฬา
จะมีระยะห่างมากกว่าคนทั่วไป นั้นคือ
เหนื่อยช้ากว่า ทนเหนื่อยได้นานกว่า ฟื้นสภาพได้เร็วกว่า

วิธการวัดชีพจร

วัดตอนเช้าที่เขียนไปแล้วนะครับข้างบน
วัดที่สะดวกที่สุดก็น่าจะเป็นจุดชีพจรที่ข้อมือ
จุดจะอยู่ต่ำกว่าข้อพับของข้อมือประมาณ 1 - 1.5 นิ้วโดยประมาณจากข้อมือ

ใช้ช่วงปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางแตะที่จุดดังกล่าว
ไม่ควรใช้นิ้วหัวแม่มือนะครับ
เพราะมีจุดชีพจรอยู่เดี๋ยวจะสับสน

ตุ๊บแรกให้นับเป็นศูนย์
แรกๆที่หัดทำ ควรวัดให้เต็ม 1 นาที
ถ้าชำนาญแล้ว ก็อาจจะวัดแค่ 10 วินาที แล้วคูณด้วยหก
ประโยชน์ที่ได้ ได้แน่นอนครับ
เป็นค่าการประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายได้

ซึ่งจำนวนการเต้นจะบ่งบอกให้ทราบถึง
การซ้อมที่ปฏิบัติในแผนการซ้อมนั้น
ทำให้นักวิ่งมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นหรือลดลง

ถ้าดีขึ้น
ชีพจรก็จะค่อยๆลดลงและจะลดลงจนถึงระดับหนึ่งก็จะคงที่
นั้นก็หมายถึงวิธีการซ้อมที่วางไว้ให้ผลต่อนักวิ่งคนนั้นสูงสุดแล้ว

จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงวิธีการฝึกใหม่
ถ้าต้องการเพิ่มความสามารถให้ขึ้นไปอีก

แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสูงขึ้นหรือลดลงอย่างมาก
ก็จะเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ต้องทบทวนและวิเคราะห์ทันที

ในการวิ่งระยะไกลเราจะใช้การเต้นของชีพจร
เป็นตัวกำหนดความหนัก เบา ของการซ้อมเช่น

ถ้าเป็นการฝึกวิ่งช้าอย่างต่อเนื่อง
เราก็จำเป็นต้องกำหนดการเต้นของชีพจร
อยู่ในระดับ 130 - 160 ครั้ง
จึงจะมีผลในการปฏิบัติ

หรือถ้าจะสร้างแบบฝึกขึ้นมา
ก็ต้องกำหนดความหนัก
โดยใช้อัตราการเต้นของชีพจรเป็นพื้นฐาน

แต่ก็ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่าอาจจะไม่เหมือนกันทุกราย
ความหนักต่ำ ชีพจรควรอยู่ที่ 120 - 150 ครั้งต่อนาที
ความหนักปานกลาง 150 - 170 ครั้งต่อนาที
ความหนักสูง 170 185 ครั้งต่อนาที
ความหนักสูงสุด ตั้งแต 185 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
ตามพื้นฐานความสามารถของนักวิ่งที่มีอยู่

ข้อกำหนดดังกล่าว
ก็จะถูกนำมาวางเป็น

ระยะทางการวิ่ง
วิธีการหรือรูปแบบกิจกรรมอื่นมาประยุกต์และสร้างเสริม
เวลาที่ใช้วิ่งหรือทำกิจกรรมอื่น
จำนวนเที่ยวที่จะต้องวิ่ง
ระดับและระยะของการฟื้นสภาพ
การพักอย่างสมบูรณ์

รวมออกมาเป็นแผนและการประเมินการซ้อมของนักวิ่งคนหนึ่ง
ขอบคุณครับ



โดยคุณ กฤตย์ (118.172.172.87) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 12:42] #454604 (2/15)

เป็นที่ทราบกันดีว่าวิธีที่จะทราบ ระดับสูงสุดของชีพจร
เราจะทราบด้วยการเอา 220 ลบ อายุ
เราจะได้ค่า Max HR ตรงนั้นเราจะถือเป็นค่า = 100%
ดังนั้นจากตรงนี้ เราจะพอทราบค่าที่จะเอามาเป็นการวิ่ง Tempo
เราจะเอามาเป็นค่าของการวิ่งยาว
และเราอาจเอามาเป็นค่าการวิ่งคอร์ทระยะทางต่างๆของแต่ละคน
ผ่านการคำนวณ

ที่กล่าวมานี้ เป็นค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป ไม่ใช่นักวิ่งทุกคน
ค่าจะเพี้ยนไปมากจนอาจเชื่อถือเอาไปฝึกไม่ได้ในบางราย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวหน้า

ไม่ได้หมายความว่า ดังนั้นแล้ว เราไม่ควรให้ความเชื่อถือวิธี 220 ลบ อายุ ยังเชื่อได้อยู่ เพียงแต่เอาพอเป็นเกณฑ์

ถ้าคุณเป็นแนวหน้าให้ใช้วิธีที่ผมแนะนำดังนี้เป็นเครื่องมือประกอบ 220 ลบ อยุ ด้วยอีกวิธีหนึ่ง เพื่อทราบ Max HR ดังนี้คือ

อัตราชีพจรเต็มร้อยของคุณคือ อัตราที่วัดได้สูงสุดของครึ่งหลังคอร์ท 800 เมตรเที่ยวที่สอง

อธิบายดังนี้

วอร์มให้ดีก่อน 20 นาที จ็อกช้า
ตามด้วยวิ่งด้วยความเร็วเต็มร้อยสุดฝีเท้า ยาว 800 เมตร
จ็อก 3 นาที
เข้าต่อคอร์ทเที่ยวที่สอง
วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่คุณจะวิ่งได้อีกครั้งหนึ่ง
ด้วยการสวม Heart rate monitor
ใน 200 เมตรครึ่งหลังเป็นต้นไป ให้ดูตัวเลขสูงสุดของคุณ
อยู่ที่เลขเท่าใด นั่นคือตัวเลขที่ต้องการ

แล้วไปใช้ประกอบการพิจารณาวิธี 220 ลบ อายุ
ถ้าตรงกันก็แล้วไป
ถ้าไม่ตรงกัน
ผมเชื่อวิธีการอย่างหลังที่เล่า ให้เอาตรงนี้เป็นเกณฑ์
ไปคำนวณ แผนตารางวิ่งต่อไป

หมายเหตุ
ห้ามนักวิ่งหน้าใหม่ทำ
ห้ามนักวิ่งที่มีปัญหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจทำ
ห้ามสำหรับท่านที่เคยเช็ดสุขภาพแล้วพบอัตราครอเลสเตอรัลสูงกว่ามาตรฐานทำ
อันที่จริงห้ามทำเองทุกกรณี ต้องมีโค้ชดูแลเท่านั้น

แนะนำให้สวม HRM ไม่อยากให้วัดด้วยชีพจร
ถ้าคุณปักใจลงมาเลือกการฝึกขนาดนี้แล้ว ราคา 3 พันกว่าบาท
อย่าขี้เหนียว ซื้อไปเลย ให้เอายี่ห้อโพล่าเท่านั้น ของจีน ถูกเท่าไรก็ไม่แนะนำ




โดยคุณ ต้น นราธิวาส Mail to ต้น นราธิวาส (118.173.211.36) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 12:44] #454606 (3/15) ต้น นราธิวาส's Profile

ขอบคุณครับ อาจารย์



โดยคุณ กฤตย์ (118.172.172.87) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 12:53] #454615 (4/15)

แนวหน้าอย่าตกใจ หากคุณไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพให้แน่ใจสำหรับการฝึกหนักเช่นจะได้ไม่มีปัญหาในการลงคอร์ท
ด้วยการเข้าเครื่อง Stress Test และวัดอัตราคลื่นหัวใจ

คุณจะพบคลื่นหัวใจคุณเต้นผิดปกติ อันจะนำมาซึ่งตีความทางการแพทย์ได้ว่า คุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ทำให้ตกใจเปล่าๆ

ให้ถือว่าเป็นปกติครับ หากคุณเป็นเช่นนี้

อันที่จริงอยากกว่าวว่า แนวหน้าจำนวนมากกว่าครึ่งเป็นเช่นนี้ทุกคน หรืออาจกล่าวได้ว่า แนวหน้าคนใดที่มีค่าคลื่นความถี่หัวใจเต้นเป็นปกติเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของประชากร เขาน่าจะเป็นผู้มีปัญหาผิดปกติมากกว่าครับ

ให้กลับไปต่อคอร์ทได้ ไม่ต้องตกใจ
(เฉพาะรายแนวหน้านะครับ)



โดยคุณ กฤตย์ (118.172.172.87) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 12:55] #454617 (5/15)

ส่วนเมื่อซื้อ เครื่อง Heart rate monitor มาแล้ว
ใช้อย่างไร ได้ผลมาเท่าไรแล้วตีความอย่างไร ไม่ยากครับ
ผมว่าให้อ่านคู่มือที่มากับตัวเครื่องในกล่องขายนั่นแหละ
เขาอธิบายไว้รัดกุมแล้ว



โดยคุณ กฤตย์ (118.172.184.131) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 13:05] #454621 (6/15)

คราวนี้สำหรับท่านที่ไม่ใช่แนวหน้าบ้าง

ไม่ต้องไปซื้อ ใช้จับเอาก็ได้ แบบที่ อ.สถาวรแนะนำตอนเช้า
ก่อนลุกขึ้น
วัดทุกวันเป็นประจำ จดไว้ ว่า 1 นาที คุณได้เท่าไร คุณจะเห็นค่าที่ได้เกาะกลุ่มกัน ไม่แตกต่างมากนัก

ผมแนะนำให้คุณวัดเต็มนาที ไม่คูณด้วยหก หรือคูณด้วยสิบ
เพราะเศษทศนิยมมันมี แล้วเราไม่ได้นับ

อันที่จริงเราก็ไม่ได้รีบอะไรไม่ใช่หรือ ก็นับเต็มนาทีไปเลย
วันใดพบค่าแปลกออกไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมากขึ้น)
ประมาณมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ครั้งขึ้นไปต่อนาที
คุณน่าจะมีปัญหาสุขภาพ

ถ้าไม่โอเวอร์เทรน ก็อาจอดนอน อาจเป็นหวัด
หรืออาจยังไม่พร้อมสำหรับสนามที่วางแผนจะไปในเร็ววันนี้

ให้ตัดโปรแกรมไม่ไป เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

ค่าที่ได้นี้ หากคุณนำมาพิจารณาร่วมกับตารางวิ่งในอดีต ที่ผ่านการจดบันทึกอย่างละเอียดแบบที่เคยแนะนำไป นักวิ่งย่อมพบรูปรอยของความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในพฤติกรรมฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

เพื่อจะได้นักวิ่งปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำอย่างนั้นอีก เป็นการช่วยนักวิ่งหาความผิดปกติพบ และสรุปได้ตรงกับสาเหตุ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากไม่แม้แต่แนวหน้า ทั้งแนวกลางและแนวหลังสามารถยังอานิสงส์ได้จากความรู้เรื่องชีพจรเหล่านี้ มาปกป้องคุณให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงบาดเจ็บจากการวิ่งได้แน่นอน



โดยคุณ เอ๋ เมืองคอน Mail to เอ๋ เมืองคอน (222.123.74.114) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 19:16] #454664 (7/15) เอ๋ เมืองคอน's Profile

ขอบคุณครับกับความรู้ที่ได้รับ



โดยคุณ น้า PAT Mail to น้า PAT (58.8.181.84) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 21:13] #454687 (8/15) น้า PAT's Profile

ขอบคุณครับ อ.สถาวร

และ อ.กฤตย์ ครับ ที่มาช่วยเสริม

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกครับ

ถ้าการซ้อมที่ไม่ต่อเนื่อง จะใช้การจับชีพจร เป็นตัววัดได้หรือไม่ ครับ

แค่นี้ก่อนครับ

ขอบคุณครับ

***
ชุด 600*200*6 ผมยังใช้อยู่ครับ แต่ผลออกมาไม่ค่อยดีครับ




โดยคุณ สถาวร จันทร์ผ่องศรี (124.120.26.3) [17 ธ.ค. 2552 เวลา 23:19] #454700 (9/15)

เรียน น้าPat ครับ

การวัดอัตราการเต้นของชีพจรสำหรับนักวิ่ง
สามารถบ่งบอกสมรรถนะของนักวิ่งและ
ใช้ในการประเมินความสมบูรณ์
เพื่อปรับกิจกรรมให้เหมาะสม
เพราะฉะนั้น จะซ้อมหรือไม่ซ้อม
อัตราการเต้นของชีพจรก็จะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า
สมรรถนะเพิ่มขึ้นหรือลดลงครับ

ขอบคุณคุณลุงกฤตย์ด้วยครับ













โดยคุณ น้า PAT Mail to น้า PAT (58.8.185.115) [18 ธ.ค. 2552 เวลา 21:44] #454860 (10/15) น้า PAT's Profile

ขอบคุณครับ อ.สถาวร

การที่นักวิ่งมีอัตราการเต้นของชีพจรต่ำลง
เนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น
เลือดที่ถูกส่งออกมาจึงมีมากขึ้น
จึงทำให้จำนวนครั้งการส่งเลือดออกมาลดลง
ทั้งในขณะพักและเวลาวิ่ง

ความแข็งแรงและสมบูรณ์ที่เพิ่มขึ้น
จะมีผลต่อการเพิ่มความสามารถ
ในการใช้ออกซิเจนได้มากขึ้นจากคนปกติ


ครับ

แล้วเราจะใช้วิธีไหนดีครับ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น

แล้วที่ว่า
จะมีผลต่อการเพิ่มความสามารถ
ในการใช้ออกซิเจนได้มากขึ้นจากคนปกติ

ตรงนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร

และจะเกี่ยวข้องกับการหายใจ 2:1 หรือไม่

ขอบคุณครับ




โดยคุณ กฤตย์ (118.172.175.89) [18 ธ.ค. 2552 เวลา 23:06] #454929 (11/15)

ตอบวิธีไหนจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

ก็คือฝึกวิ่งไงครับ
ฝึกให้หัวใจทำงานหนัก(กว่าปกติ)
ปกติคือชีวิตประจำวัน(ไม่วิ่ง)
หนักกว่าปกติก็คือวิ่ง

วิ่งแบบไหน ก็ทั้งสามแบบ คือช้านานยาว (LSD)
และแบบเร็วสั้น (Speed Works) และแบบกลางๆ คือวิ่งจนหนักหน่วงและยาวนาน (Tempo)
ทำได้อย่างนี้บ่อยๆสม่ำเสมอ หัวใจคุณก็จะแข็งแรงขึ้นครับ



โดยคุณ ทวี นครศรี Mail to ทวี นครศรี (117.47.86.97) [30 มิ.ย. 2553 เวลา 09:47] #512088 (12/15) ทวี นครศรี's Profile

ขอบคุณมากครับอาจารย์ทุกท่านครับ



โดยคุณ วิ่งอิสระ (171.4.60.194) [24 ส.ค. 2554 เวลา 09:07] #629663 (13/15)

วิ่งอยู่นานกะว่าจะเป็นนักวิ่งลมกรด กลับว่าเป็นนักวิ่งดมตด เซ็งจังเลยเมื่อไหร่จะวิ่งได้อย่างเขาบ้าง หรือว่ามันเป็นพรสวรรค์



โดยคุณ suparatp Mail to suparatp (10.249.85.121) [27 ก.ย. 2554 เวลา 12:04] #638697 (14/15) suparatp's Profile

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับheart rateครับ ผมอายุ53ปีน้ำหนัก68กก. วัดชิพจรตอนตื่นนอน 66ครั้งต่อนาที(วัดด้วยcasio phys chr-100-1vdr) คือผมสับสนว่าถ้าวิ่งแล้วhrสูงเกินmax.ที่เรากำหนด(ผมตั้งmin.80/max.166)แล้วอันตรายหรือเปล่า เพราะ อ่านข้อความนี้"ความหนักต่ำ ชีพจรควรอยู่ที่ 120 - 150 ครั้งต่อนาที ความหนักปานกลาง 150 - 170 ครั้งต่อนาที ความหนักสูง 170 185 ครั้งต่อนาที ความหนักสูงสุด ตั้งแต 185 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป "ผมวิ่ง8.1กม.ใช้เวลา46.43นาที ค่าavp 169-99%และถ้าช่วงเนินhrเกินไปถึง182 ไม่ทราบว่าเป็นผลดี/เสียครับบางครั้งเกินไปรวมๆแล้ว20นาที



โดยคุณ samrit Mail to samrit (110.164.51.49) [07 ก.พ. 2555 เวลา 15:12] #664808 (15/15) samrit's Profile

มาเก็บเกี่ยวความรู้ครับ...



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย   ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น                                                             Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 100 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]