ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ น้า PAT ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

Cool Down สำคัญแค่ไหน

จากการสังเกตเพื่อนๆ ที่ซ้อมด้วยกัน มักละเลยการคูลดาวน์ โดยเฉพาะวันวิ่งเร็ว (ทั้งซ้อมทั้งแข่ง) พอวันรุ่งขึ้น เขาจะรู้สึกขาตึงๆ หรือขาล้าๆ จนบางครั้งอาจไม่ค่อยอยากจะซ้อม ซึ่งถ้าไม่ใช่วิ่งหนักเกินไปแล้ว อาจเป็นเพราะการละเลยการคูลดาวน์นี่เอง

เนื่องจากการวิ่งในช่วงแอแนโรบิค (วิ่งเร็วตอนซ้อม เช่น ลงคอร์ท interval) ร่างกายเราจะกำจัดกรดแลกติกไม่ทัน ทำให้เกิดการสะสม (เป็นหนี้ออกซิเจน) ซึ่งช่วงท้ายของการซ้อม เราจะรู้สึกล้ามาก แต่พอเราผ่อนความเร็วลงหรือพักสักหน่อย (ได้รับออกซิเจนชดเชย) รู้สึกมีแรงกลับขึ้นมาอีก (บางคนเรียกว่าก๊อก 2 แต่จริงๆ คือร่างกายเราสามารถกำจัดกรดแลกติกที่สะสมออกไปได้บ้างแล้ว)

อย่างไรก็ตาม กรดแลกติกบางส่วนมันยังคงคั่งค้างในกล้ามเนื้อของเราอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเราไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเราต่อไปเมื่อวิ่งเสร็จ เพื่อให้เลือดยังคงเหมุนเวียน (ในระดับแอโรบิก) การที่จะกำจัดมันออกภายหลังจะยากขึ้น และถ้ามันยังคงค้างอยู่ เราก็อาจจะรู้สึกล้าและปวดตื้อที่กล้ามเนื้อได้ ซึ่งผมเคยอ่านคำแนะนำในเวบเมื่อนานมาแล้ว (เวบที่อ้างไว้ ไม่รู้ยังอยู่ปรือเปล่า) จึงแปลแบบย่อๆ ตามความเข้าใจ

การคูลดาวน์ (the complete cooldown by Owen Anderson from www.runnersworld.com/training/oacooldn.html แปลและเรียบเรียงใหม่)

6 วิธีที่ทำให้แน่ใจได้ว่า การฝึกวันนี้ได้เตรียมความพร้อมของตัวคุณในการฝึกวันถัดไป

การฝึกซ้อมในแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ซึ่งเราจะต้องปฏิบัติแต่ละขั้นตอนร่วมกัน

เพื่อให้แน่ใจว่าคุณฝึกซ้อมประจำวันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการคูลดาวน์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อฟื้นร่างกาย ขณะเดียวกันก็เตรียมตัวเพื่อการวิ่งในวันถัดไป ทั้งร่างกายและจิตใจ ต่อไปนี้เป็น 6 วิธีที่แน่ใจได้ว่าคุณได้คูลล์ดาวน์อย่างเรียบร้อย

1.หลังจากฝึกซ้อมเสร็จ ให้จ๊อกสบาย ๆ 10-12 นาที จะช่วยให้ลดความเครียด ตึง ของระบบเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อขา และกลับเข้าสู่สภาวะปกติของร่างกายและจิตใจเหมือนก่อนการซ้อม ยกเว้นถ้าคุณฝึกหนักทุกวัน และกินคาร์โบไฮเดรทไม่เพียงพอแก่การชดเชยไกลโคเจน หรือพลังงานที่สะสมในกล้ามเนื้อ ถ้าคูลดาวน์อีกก็จะยิ่งทำให้ไกลโคเจนลดลงจนมีผลต่อการซ้อมในวันถัด ๆ ไป ในช่วงท้ายของการซ้อมให้วิ่งช้าลง แทนการคูลดาวน์ก็ได้

2.ให้วิ่งสไตรด์ (Strides) 4-6 เที่ยว หลังจากซ้อม สัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ สไตรด์คือการวิ่งเร็วแต่ผ่อนคลาย วิ่งยืด ๆ ไหล ๆ สัก 20-25 วินาทีต่อเที่ยว หลักจากสไตรด์แต่ละเที่ยวให้จ็อกหรือเดินสัก 1-2 นาที การสไตรด์ประจำจะช่วยให้คุณวิ่ง 5-10 กิโล ได้เร็วที่สบายขึ้น ใช้การสไตรด์แทนการจ๊อก (ข้อ 1) ก็ได้ (ผู้แปล: แต่ถ้าซ้อมหนัก (ความเร็ว) ก็ควรจ๊อกอยู่ดีอีก 10 นาที)

3.ยืดกล้ามเนื้อ (Stretch) หลักจากการซ้อมช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้การวิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากผลการวิจัยใหม่ ๆ แสดงให้เห็นว่า การยืดก่อนซ้อมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ ขณะที่ยืดหลังจากซ้อมมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า และการยืดหลังซ้อมจะช่วยให้คาร์โบไฮเดรทชดเชยเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้น (ผู้แปล: การยืดก่อนซ้อมควรวอร์มอัพก่อน ด้วยการจ๊อกสัก 10-12 นาที จะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการยืดได้)

4.ถ้ามีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ให้ใช้น้ำแข็งประคบสัก 10 นาทีต่อครั้งก็พอ จะช่วยควบคุมการอักเสบได้ แต่อย่านานไป เพราะจะไปเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดการบวมมากขึ้นได้ หลักจากหยุดประคบได้ 10 นาที ก็ประคบต่ออีก 10 นาที

5.จากการศึกษาพบว่า นักวิ่งที่กินคาร์โบไฮเดรทหลักจากซ้อม สัก 100 แคลอรี่ (ประมาณกล้วย 1 ผล) ทุก 15 นาที ต่อเนื่องไปสัก 2 ชั่งโมง จะช่วยให้กล้ามได้ไกลโคเจนชดเชยได้เร็ว และถ้ากินโปรตีนคุณภาพสูง 60 แคลอรี่ (ประมาณนม/โยเกิร์ตพร่องมันเนย 2 ถ้วย) ไปพร้อมกับคาร์โบไฮเดรท สัก 3-5 ครั้ง จะยิ่งช่วยให้ชดเชยได้เร็วยิ่งขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อด้วย (สรุป: คาร์โบไฮเดรท+โปรตีนย่อยง่ายเล็กน้อย จะดีกว่าได้รับเพียงคาร์โบไฮเดรทอย่างเดียว แต่ไขมันยังไม่จำเป็น)

6.5 วิธีแรกจะช่วยให้ร่างกาย และกล้ามเนื้อฟื้นจากการซ้อม แต่อย่าลืมด้านจิตใจ ถ้าคุณรู้สึกดีหลักจากซ้อมจะช่วยให้คุณสด และพร้อมจะซ้อมในวันถัดไป เพื่อให้รู้สึกดี ให้คุณเพ่งความรู้สึกไปที่การซ้อมที่สำเร็จและทำให้รู้สึกดี (ในวันนั้นอาจมีการซ้อมบางส่วนที่ทำให้รู้สึกท้อก็ได้) ยินดีกับตัวเองที่สำเร็จ ทนได้ตลอดการซ้อม และจินตนาการว่าคุณสามารถวิ่งได้อย่างลื่นไหลและแข็งแกร่ง

ถ้าคุณทำตามทั้ง 6 วิธีหลักจากซ้อมทุกครั้ง จะพบว่าการวิ่งของคุณจะดีขึ้นสำหรับวันถัด ๆ ไป ความเข้มข้นและคุณภาพของการซ้อมจะพัฒนาขึ้น และคุณจะวิ่งได้เร็วขึ้นในการแข่งขันครั้งถัดไป

โดยคุณ เบญ (61.47.99.230) [04 ก.ย. 2548 เวลา 17:53]




โดยคุณ ติ่ง พุเตย Mail to ติ่ง พุเตย (202.139.223.18) [04 ก.ย. 2548 เวลา 21:43] #24264 (1/20) ติ่ง พุเตย's Profile

ขอบคุณคุณเบญมากๆครับสำหรับบทความและเทคนิคดีๆอย่างนี้ ขอบคุณครับ



โดยคุณ ทหารบ้าน Mail to ทหารบ้าน (10.9.3.129) [07 ก.ย. 2548 เวลา 09:58] #24653 (2/20) ทหารบ้าน's Profile

เยี่ยมมากเลย จะขอนำไปปฏิบัติครับผม ฉลาดขึ้นอีกเป็นกอง



โดยคุณ เบาหวิว (58.136.137.9) [07 ก.ย. 2548 เวลา 11:53] #24663 (3/20)

ว้าย !! งั้นเบาหวิวก็ซ้อมมาผิดตลอดซิ เพราะเบาหวิวมักยืดก่อนซ้อมทุกครั้งเลยอ่ะ ขอบคุณๆ เบญมากเลยนะค่ะ ต่อไปจะทำการซ้อมตามที่แนะนำค่ะ



โดยคุณ ก้องสกล (58.147.3.175) [07 ก.ย. 2548 เวลา 11:58] #24665 (4/20)

อย่างนี้จะเรียก cool down ได้ไหมครับ
ด้วยความที่เป็นนักวิ่งระดับกลางๆ 10 กม.
ใช้เวลา 45 - 48 นาที หลังเข้าเส้นชัยรับน้ำ
หรือเกลือแร่ดื่มแล้วจะเดิน
ต่ออีกประมาณ 10 นาที แต่ไม่ได้ยึดกล้าม
เหมือนก่อนวิ่งเลย รอจนหายเหนื่อยค่อย
สำรวจของกินต่อ พอไหวไหมครับคุณเบญ



โดยคุณ เบญ (61.47.101.54) [07 ก.ย. 2548 เวลา 13:39] #24695 (5/20)

คุณเบาหวิวยืดก่อนซ้อมนั้นถูกต้องแล้วครับ ก่อนซ้อมก็ต้องมีการวอร์มอัพครับ ซึ่งเริ่มจากเดิน จ๊อก ยืด (ควรเดินหรือจ๊อกก่อนยืด คือให้เส้นมันหย่อนสักหน่อยก่อนค่อยยืด) แต่ซ้อมเสร็จก็ต้องคูลดาวน์ด้วยครับ ซึ่งจะคล้ายกับการวอร์มอัพ คือ จ๊อก/เดิน ยืด

คุณก้องสกล ผมคิดว่า ถ้าวิ่งเร็วมากแบบแข่งหรือซ้อมแบบลงคอร์ท ควรจ๊อกสัก 10 นาที จะดีกว่าแค่เดิน แต่ถ้าวันนั้นซ้อมสบายๆ ไม่เร็วนัก อาจแค่เดินก็ได้ แต่คิดว่าจ๊อกและบริหารร่างกายจะดีกว่า และต้องตามด้วยการยืดครับ ผมว่าการยืดสำคัญมากครับ การยืดทำให้ร่างกายเรายืดหยุ่นดี ลดโอกาสการบาดเจ็บได้เยอะ บางคนออกกำลังกายจนรู้สึกเส้นตึงมาก ต้องไปนวดก็มี แต่การยืดก็ช่วยได้ครับ



โดยคุณ อ.เปา (202.5.80.51) [07 ก.ย. 2548 เวลา 18:47] #24764 (6/20)

คุณเบาหวิวยืดก่อนซ้อมนั้นถูกต้องแล้วครับ ก่อนซ้อมก็ต้องมีการวอร์มอัพครับ ซึ่งเริ่มจากเดิน จ๊อก ยืด (ควรเดินหรือจ๊อกก่อนยืด คือให้เส้นมันหย่อนสักหน่อยก่อนค่อยยืด) แต่ซ้อมเสร็จก็ต้องคูลดาวน์ด้วยครับ ซึ่งจะคล้ายกับการวอร์มอัพ คือ จ๊อก/เดิน ยืด

คุณก้องสกล ผมคิดว่า ถ้าวิ่งเร็วมากแบบแข่งหรือซ้อมแบบลงคอร์ท ควรจ๊อกสัก 10 นาที จะดีกว่าแค่เดิน แต่ถ้าวันนั้นซ้อมสบายๆ ไม่เร็วนัก อาจแค่เดินก็ได้ แต่คิดว่าจ๊อกและบริหารร่างกายจะดีกว่า และต้องตามด้วยการยืดครับ ผมว่าการยืดสำคัญมากครับ การยืดทำให้ร่างกายเรายืดหยุ่นดี ลดโอกาสการบาดเจ็บได้เยอะ บางคนออกกำลังกายจนรู้สึกเส้นตึงมาก ต้องไปนวดก็มี แต่การยืดก็ช่วยได้ครับ



โดยคุณ แสงบางขุนเทียน Mail to แสงบางขุนเทียน (202.29.54.65) [07 ก.ย. 2548 เวลา 19:07] #24772 (7/20) แสงบางขุนเทียน's Profile

ขอบคุณครับ



โดยคุณ เบญ (61.47.102.104) [08 ก.ย. 2548 เวลา 13:03] #24940 (8/20)

อ.เปา ผมดูจากตำรา เขาแสดงงานวิจัยออกมาเป็นกราฟ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจ๊อก(ช้า)ต่อเนื่อง เป็นการคูลดาวน์ที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เลือดหมุนเวียน กล้ามเนื้อขยับ ซึ่งมีผลให้การขับของเสียออกจากกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด

และควรจะทำภายหลังการซ้อมภายใน 30 นาที เพราะถ้าค้างนาน การกำจัดของเสียและพวกกรดแลกติกออกจากกล้ามเนื้อจะเป็นไปได้ยากขึ้น

การแช่น้ำอุ่น หรือการนวดแบบ sport ก็เป็นการช่วยให้เลือดหมุนเวียนเช่นกัน แต่คิดว่าทดแทนการคูลดาวน์ไม่ได้ ควรทำการคูลดาวน์อยู่ดี โดยเฉพาะพวกซ้อมความเร็วหนักๆ เพราะมีกรดแลกติกสะสมมาก และภายหลังค่อยไปแช่น้ำอุ่นหรือนวด ซึ่งจะช่วยกำจัดของเสียที่ยังกำจัดไม่หมด แต่มันคงมีผลต่อกล้ามเนื้อมัดที่อยู่ด้านนอก ลึกๆ แล้วอาจจะไม่ค่อยถึง (ยกเว้นกรณีมีการบาดเจ็บ อาจไม่เหมาะกับการแช่น้ำอุ่นหรือนวดหรือคูลดาวน์)



โดยคุณ เบาหวิว (58.136.140.165) [08 ก.ย. 2548 เวลา 13:28] #24961 (9/20)

อ.เปา ผมดูจากตำรา เขาแสดงงานวิจัยออกมาเป็นกราฟ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจ๊อก(ช้า)ต่อเนื่อง เป็นการคูลดาวน์ที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เลือดหมุนเวียน กล้ามเนื้อขยับ ซึ่งมีผลให้การขับของเสียออกจากกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด

และควรจะทำภายหลังการซ้อมภายใน 30 นาที เพราะถ้าค้างนาน การกำจัดของเสียและพวกกรดแลกติกออกจากกล้ามเนื้อจะเป็นไปได้ยากขึ้น

การแช่น้ำอุ่น หรือการนวดแบบ sport ก็เป็นการช่วยให้เลือดหมุนเวียนเช่นกัน แต่คิดว่าทดแทนการคูลดาวน์ไม่ได้ ควรทำการคูลดาวน์อยู่ดี โดยเฉพาะพวกซ้อมความเร็วหนักๆ เพราะมีกรดแลกติกสะสมมาก และภายหลังค่อยไปแช่น้ำอุ่นหรือนวด ซึ่งจะช่วยกำจัดของเสียที่ยังกำจัดไม่หมด แต่มันคงมีผลต่อกล้ามเนื้อมัดที่อยู่ด้านนอก ลึกๆ แล้วอาจจะไม่ค่อยถึง (ยกเว้นกรณีมีการบาดเจ็บ อาจไม่เหมาะกับการแช่น้ำอุ่นหรือนวดหรือคูลดาวน์)



โดยคุณ เบญ (61.47.106.54) [08 ก.ย. 2548 เวลา 13:57] #24974 (10/20)

ช่วงนี้ว่าง ก็เลยแวะเข้ามาบ่อยหน่อยครับ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ แต่ช่วงมีค-พค.คงจะหายหัวไปเลยครับ เพราะช่วงนั้นงานจะยุ่งมากๆ



โดยคุณ อ.เปา (202.5.82.120) [08 ก.ย. 2548 เวลา 22:46] #25012 (11/20)

ขอบคุณ คุณเบญครับ



โดยคุณ อ.เปา (61.90.74.34) [10 ก.ย. 2548 เวลา 04:54] #25162 (12/20)

ขอบคุณ คุณเบญครับ



โดยคุณ เวทย์ บางบอน (58.64.126.60) [10 ก.ย. 2548 เวลา 09:58] #25172 (13/20)

ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้ดี ๆ



โดยคุณ เวทย์ บางบอน (61.91.212.11) [16 ก.ย. 2548 เวลา 00:36] #25827 (14/20)

ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้ดี ๆ



โดยคุณ เอ็ก(กิ๊กก๊อก) Mail to เอ็ก(กิ๊กก๊อก) (61.90.93.34) [22 ก.ย. 2548 เวลา 22:01] #26660 (15/20)

D จริงๆครับ



โดยคุณ ชายชาตรี (202.133.159.52) [12 พ.ย. 2549 เวลา 16:27] #98608 (16/20)

ขอบคุณมากๆครับ คุณเบญ



โดยคุณ อ.บุญส่ง นครสวรรค์ (124.121.81.129) [31 ก.ค. 2550 เวลา 19:40] #173729 (17/20)

เป็นบทความที่ดีมาก นักวิ่งหลาย ๆ ท่านมักละเลยหรือมองข้ามความสำคัญของการคูลดาวน์ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการหลังการออกกำลงกายแฃละเป็นขั้นสุดท้ายของการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี การคูลดาวน์นอกจากช่วยไล่กรดแลคติคแล้วยังช่วยให้ร่างกายกลับคืนสภาพเดิมสดใสและสดชื่นเหมือนเดิมช่วยให้การซ้อมวันต่อไปมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ เช่นนี้



โดยคุณ aaaaa (203.170.166.203) [13 ส.ค. 2550 เวลา 11:54] #176155 (18/20)




โดยคุณ นิด Mail to นิด (222.123.223.222) [19 ต.ค. 2551 เวลา 06:55] #302603 (19/20) นิด's Profile - ICQ - -

ขอบคุณค่ะคุณเบญ ดิฉันก็ไม่เคยยืดกล้ามเนื้อก่อนวิ่งเหมือนคนอื่นเล่ยค่ะ แต่จะใช้วิธีคือ เมื่อไปถึงสนามก็จะเริ่มวิ่งแบบช้า ๆ ซัก 5 รอบสนามคะ จากนั้นก็จะติดเครื่องเริ่มเร่งความเร็วในรอบที่ 6 - 9 พอเหนื่อยก็ผ่อนความเร็วลง และพอจะหยุดวิ่งก็จะวิ่งเบา ๆ ช้าอีกซัก 3 รอบ และเมื่อหยุดวิ่งแล้วก็เดินต่ออีก 1 รอบ ดิฉันวิ่งแบบนี้มีข้อเสียอะไรบ้างไหมคะ อ้อมีอีกคำถามคะ เมื่อปีที่แล้วดิฉันวิ่งอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าเวียนหน้า จากนั้นก็หยุดวิ่ง มันก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีลมดันจากช่องท้องขึ้นมา ทำให้อยากอาเจียนแต่พออาเจียนออกมาก็มีแต่น้ำลายและลม จากนั้นหูอื้อ แล้วโลกก็หมุน พอดิฉันก้าวเท้าเดิน 2 - 3 ก้าว ก็ล้มลงไปกองกับพื้นเลยคะ แต่ไม่ถึงกับหมดสตินะคะยังพอมีความรู้สึกบ้าง ดิฉันนอนสักครู่ความรู้สึกเหมือนอยากหลับแต่พยายามฝีนตัวเองลุกขึ้น ก็ค่อยยังชั่ว คนในสนามก็บอกว่าดิฉันวิ่งมากไป ก็วิ่งปกตินะคะ วันละ 10 รอบ ๆ ละ 800 เมตรคะ ปีที่แล้วเป็นอย่างนี้ถึง 3 ครั้งแน่ะคะ แต่มาปีนี้ไม่เป็นไร ถามหมอ หมอก็บอกว่าเป็นลมแดดมันใช่หรือคะ เกี่ยวกับนอนดึกไหมคะ ดิฉันนอนประมาณห้าทุ่มตื่นตีห้าทุกวันคะ ความดันโลหิตจะอยู่ที่ 90/60 อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 53 - 57 ครั้งต่อนาทีคะ ดิฉันขอรบกวนคุณเบญหรือผู้รู้ท่านอื่น ๆสักนิดนะคะว่าพอจะรู้สาเหตุบ้างไหมคะว่าเกิดจากอะไรคะขอบคุณคะ



โดยคุณ ต้อม001 (125.24.192.49) [05 ธ.ค. 2551 เวลา 18:24] #318558 (20/20)

ขอบคุณครับ



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 70 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]