ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ถามพี่เบญ/ชอนตะวัน.....การเร่งสปีดในช่วง 1 กิโลสุดท้าย

เมื่อเช้าที่งานวิ่ง NCC
ผมลงวิ่ง 5 กม. (เก็บแรงไว้ไปเขาสามหลั่น)
จากนั้นก็วิ่งออกไปรับเพื่อน

ผมเห็นแนวหน้า วิ่งเกาะกันมา 3-5 คน
แต่พอเหลือระยะทางอีกประมาณ 1 กม.

บุญชู ได้เร่งสปีด ออกนำเพื่อนนักวิ่งคนอื่น
โดยทิ้งระยะห่างประมาณ 100 เมตร

อยากถามว่า

มีวิธีการฝึกดังกล่าวอย่างไร

และหากบุญชูทำได้ ทำไมนักวิ่งท่านอื่น ๆ ถึงทำไม่ได้

หมายถึงกรณีวิ่งคู่มากับบุญชู
แล้วเร่งสปีดหนีบุญชุ

ขอบคุณครับ





โดยคุณ นักวิ่งในสวนลุม (58.8.187.225) [12 ส.ค. 2549 เวลา 15:07]




โดยคุณ เบญ (58.8.22.195) [13 ส.ค. 2549 เวลา 14:21] #79625 (1/11)

คิดว่าแนวหน้าทำกันได้ทั้งนั้น เพราะเขาจะมีการฝึกสปริ้นท์บ้างอยู่แล้ว (แรงระเบิด) และก็ต้องกะแรงที่จะใช้ให้ถูกต้องด้วย คือไม่ใช่ไปหมดแรงที่หน้าเส้นซะก่อน

ในการแข่งขัน นักวิ่งแต่ละคนสมมติความสามารถใกล้เคียงกัน มันก็อาจจะอยู่ที่ใครจะชิงจังหวะได้ก่อน และต้องอย่างเหมาะสมด้วยเช่น เคยเห็นนักวิ่งระดับโลกเกาะกันมาจน 600 เมตรสุดท้าย ก็สปีดหนีออกไปแบบไม่ให้ใครตามทันจนเข้าเส้น แต่ก็มีบางคนชิงจังหวะก่อน แต่อาจเผื่อแรงไว้ไม่พอที่จะฉีกหนีจนถึงเส้นได้ ก่อนถึงเส้นก็เริ่มแผ่ว คนที่พยายามเกาะตามหลังมาอาจยังเหลือ ก็เร่งแซงไปได้เช่นกัน

มันต้องอาศัยประสบการณ์เหมือนกันเรื่องพวกนี้ ในบางครั้งนักวิ่งก็จะมีการวางแผนมาล่วงหน้า และก็อาจต้องมีปรับแผนในระหว่างแข่งขันเช่นกัน

ผมเองก็เคยวางแผนว่า 5K หลังจะลองเร่งสปีดดู ช่วงแรกก็แกะกันไป พอถึง 5K ก็ทำตามแผน แต่ช่วง 1K สุดท้ายก็แทบแย่เหมือนกัน ต้องประคองตัวเข้าเส้น แต่พอดีคู่แข่งเขาถอดใจไปซะก่อน เพราะผมเร่งหนีมาตลอด 4K แต่ถ้าผมเผื่อแรงไว้ไม่ดี แบบไปหมดช่วง 1K สุดท้ายแบบนี้ ถ้าไปเจอคู่แข่งที่กัดไม่ปล่อย ยังไม่ถึงเส้นถือว่ายังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ก็อาจจะถูกแซงได้ ดังนั้นต้องเผื่อแรงให้ดีด้วย



โดยคุณ เบญ (58.8.22.195) [13 ส.ค. 2549 เวลา 14:33] #79626 (2/11)

ขอเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจมากขึ้น

ตามจริงที่ผมบอกว่าเผื่อแรงไว้ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่หมายถึงแรงสะสม (พลังงาน) เพราะนักวิ่งหลายท่านสามารถวิ่งได้เกินกว่า 10K แต่ที่เรารู้สึกหมดแรงนั้น เป็นผลมาจากกรดแลกติกที่สะสมในกระแสเลือดและกล้ามเนื้อมากกว่า เพราะถ้าสะสมมากเข้าๆ เราจะรู้สึกอ่อนล้า

กรดแลกติกเป็นผลพลอยได้จากการออกกำลังกาย แต่ถ้าเราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปทัน (แอโรบิค) ก็จะช่วยกำจัดกรดแลกติกได้ทัน แต่เราเร่งความเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่าเราจะหอบ นั่นแสดงว่าเราเริ่มหายใจไม่ทันแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้น ร่างกายต้องสร้างพลังงานในระบบแอนแนโรบิค (ไม่ใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน) เราก็จะมีการสะสมกรดแลกติกมากขึ้น

บางคนสะสมมากเข้า ก็เข้าใจว่าหมดแรง แต่พอผ่อนความเร็วสักพัก ก็รู้สึกเหมือนมีแรงขึ้นมาใหม่ ความจริงคือช่วงที่ผ่อนความเร็ว เราก็เริ่มหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปพอ ซึ่งจะช่วยให้กรดแลกติกที่สะสมลดลงได้

ดังนั้นที่ว่าเผื่อแรงนั้น น่าจะหมายถึงว่าเผื่อถึงจุดที่ร่างกายเราสะสมกรดแลกติกมากจนเราทนไม่ไหว (ต้องผ่อนความเร็วลง) นั่นเอง

ซึ่งแนวหน้าเขาจะมีการฝึกซ้อมในระบบแอนแนโรบิคอยู่แล้ว เช่น การลงคอร์ทอินเตอร์วาล เขาก็จะพอรู้ว่าร่างกายเขาทน (กรดแลกติก) ได้แค่ไหน ก็ต้องเผื่อให้พอถึงเส้น



โดยคุณ PPP (58.147.124.247) [13 ส.ค. 2549 เวลา 17:46] #79640 (3/11)

วิธีเดียวที่จะ หนีบุญชูได้ ก้คือ พกไม้หน้าสามไปด้วย



Error5