อาการจุกใต้ชายโครงด้านขวา
อาการอย่างหนึ่งที่พบบ่อยมากในนักวิ่งก็คือ อาการจุกใต้ชายโครงขวา
ส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่มีผู้รู้ถึงสาเหตุแน่นอน
แต่เป็นที่เชื่อกันไว้ก่อนคือ เป็นจากกะบังลม
ทำไมจึงเป็นที่กะบังลม ?
และทำไมจึงไม่ (ค่อย) เป็นตรงกลาง หรือข้างซ้าย ?
คำตอบที่จะให้ในที่นี้คือ ทฤษฏีว่า การเป็นตะคริวของกะบังลม ซึ่งมีเหตุอุ้มสมกับตับ
ตับคนเราอยู่ข้างขวาเป็นส่วนใหญ่
ใต้กะบังลม ( ต่ำกว่าชายโครง ) จึงเชื่อมโยงกับการเป็นตะคริวข้างขวามากกว่าเพื่อน
ปกติเรามักจะจุกเมื่อออกกำลังกายไปนาน ๆ หรือหนัก ๆ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านานหรือหนักกว่าที่เคย)
เหตุผลที่มีคนพยายามอธิบาย คือว่า
กระบังลมเราเป็นกล้ามเนื้อมัดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ช่วยการหายใจ
(คนละกะบังลม ที่"เคลื่อน" ในคุณผู้หญิงนะครับ อยู่ห่างกันไกลอย่าเพิ่งเข้าใจผิด )
และเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อทั่วไป ถ้าไม่ได้เลือดไปเลี้ยงเพียงพอ จะทำให้เป็น " ตะคริว "
เวลาเราหายใจ กะบังลมจะเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลง ตามจังหวะการหายใจออกหรือเข้า
ทีนี้เหนือกะบังลมมีเนื้อปอด ซึ่งยุบเข้าพองออกตามการหายใจเหมือนกัน
ใต้กะบังลมนั้นมีตับและลำไส้ กะบังลมจึงอยู่กลางเป็นเหมือนอย่างไส้ขนม
ปกติถ้าไม่มีปัญหาอะไรจะทำงานได้ดี แต่พอเราวิ่งเร็วและ หายใจถี่ๆ
กะบังลมต้องทำงานหนัก ถ้ามีแรงดันจากบนหรือล่างมาก ๆ จะกดให้ขาดเลือดไปได้
(ซึ่งเป็นเวลา ที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงให้ถึงใจ อยู่แล้ว )
ภาวะอะไรที่จะทำให้มีแรงกดดัน
ทางข้างบนนั้น ก็มีปอด ที่ขยายมากขึ้นเนื่องจากหายใจลึก
ส่วนทางข้างล่าง คือ ตับที่มีเลือดคั่ง จากการออกกำลังหนัก
และ ลำไส้ ที่มีอาหาร หรือกากอาหาร (ครับ คืออุจจาระ ) อยู่มาก หรือลำไส้ครากจากแก๊ส
การรักษาและป้องกัน
เมื่อเราเริ่มเข้าใจในกลไกการเกิด การจะรักษาหรือป้องกัน ?
เรารู้ว่า มันเป็นไปจากถูกกดดัน เราก็คลายความกดนั้น เท่าที่จะทำได้
โดยการผ่อนวิ่ง ให้เบาลง จะช่วยลอการกดของปอด และการคั่งเลือดของตับ
ถ้ายังไม่หาย หรือเป็นวัยรุ่นใจร้อน อยากจะผ่อนคลายให้เร็ว ๆ
ลองใช้วิธีของหมอเก๊ป เมอร์กิ้น ดู
คุณหมอแนะนำว่า
เมื่อไรที่ปวดใต้ชายโครง ให้หยุดวิ่งทันที แล้วงอฝ่ามือ จิ้มเข้าไปตรงที่ปวด ก้มตัวไปข้างหน้า
พร้อมกับ หายใจออกให้สุด ดันนิ้วเข้าไปในท้องแล้วช้อนขึ้นบน
วิธีนี้นัยว่า ช่วยดันให้เลือดในตับหายคั่ง
และคุณหมอเก๊ปโฆษณาว่า จะวิ่งต่อไปได้ทันทีโดย มีความเจ็บปวดลดลงมาก หรืออาจหายไปเลย
ใครจะเชื่อหรือเห็นว่าเชยก็แล้วแต่ แต่ก็น่าลองทำดู
อย่างน้อยก็ยังมีวิธี ดีกว่าอยู่เปล่าๆ
การป้องกัน
พยายามลดแรงดันจากข้างล่าง
1.อย่าให้ท้องผูก เกิดเป็นลูกกลอนนอนอยู่ในลำไส้ จะพาให้เกิดแรงดันต่อกะบังลม
2.อย่ากินอาหารหนักไป หรือย่อยได้ยาก (เช่น ของมัน ๆ ทอด ๆ ) หรือ กินกระชั้นกับเวลาออกวิ่ง จะทำให้ท้องอืด ได้มากจริง ๆ ยิ่งวิ่งยิ่งจุก
3.อย่ากินอาหารที่มีกากมากไป ในคืนก่อนแข่งหรือวิ่งหนัก อาหารมีกากจำพวกผัก ผลไม้ เป็นของดี ช่วยลำไส้ ให้มีงานทำ ไม่ท้องผูกเป็นประจำ เป็นริดสีดวงทวาร หรือพาลเป็นแผล เป็นโรคลำไส้ แต่การ กินมากเกินไป ทำให้เกิด แก๊สในท้อง ดันลำไส้ให้โป่งพอง ซึ่งไปดันกระบังลมอีกต่อ
นอกจากนี้ ในคนที่มีปัญหาเวลากินนม ก็อาจเกิดอาการจุกเสียดในท้องได้
คนไทยเรายังฝังหัวอยู่ว่า นมเป็นอาหารวิเศษ กินบำรุงกำลังวังชา นักกีฬาดีนัก จริง ๆ แล้ว
มีคนพิสูจน์ว่า อาหารนม อาจจะไม่เหมาะกับคนไทย โดยเฉพาะผู้ใหญ่
เพราะคนไทย ไม่ใคร่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม กินนมเข้าไปจึงไม่ถูกย่อย พลอยหลงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่
ให้แบคทีเรียกิน ก็จะเกิดลม เกิดแก๊ส ดันลำไส้ให้โป่งพอง แล้วต้องมาร้องโอดโอย
เพราะจุกใต้ชายโครงขวา ในเวลาวิ่ง
สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นผลพลอยเสีย คือ ถ่ายท้อง และคลื่นไส้ อาเจียน ฉะนั้น ไม่จำเป็น
อย่าไปกินนมก่อนการวิ่ง โดยเฉพาะถ้าไม่ เคยกินจริง ๆ แล้วอย่าดีกว่า หาเรื่องเปล่า ๆ
ผัก ผลไม้ อาหารมีกากทั้งหลาย ทำให้เกิดแก๊สได้อย่างไร ?
ลำไส้เราย่อยกากผัก ผลไม้ ซึ่งเป็นเส้นใย (ไฟเบอร์) ไม่ได้
เพราะเส้นใยต้องการ น้ำย่อยเฉพาะ ซึ่งเราไม่มี แต่แบคทีเรียใน ลำไส้ใหญ่ของเรา
ย่อยเอาไฟเบอร์มาเป็นอาหารได้ การย่อยนี้ทำให้เกิดลมขึ้นในลำไส้
แหล่งที่มา: หนังสือคู่มือวิ่งเพื่อสุขภาพ 2 น.พ.กฤษฏา บานชื่น )
ย่าอิงค์
|
|