ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการจุกใต้ชายโครงด้านขวา

อาการจุกใต้ชายโครงด้านขวา


อาการอย่างหนึ่งที่พบบ่อยมากในนักวิ่งก็คือ อาการจุกใต้ชายโครงขวา

ส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่มีผู้รู้ถึงสาเหตุแน่นอน

แต่เป็นที่เชื่อกันไว้ก่อนคือ เป็นจากกะบังลม

ทำไมจึงเป็นที่กะบังลม ?

และทำไมจึงไม่ (ค่อย) เป็นตรงกลาง หรือข้างซ้าย ?

คำตอบที่จะให้ในที่นี้คือ ทฤษฏีว่า การเป็นตะคริวของกะบังลม ซึ่งมีเหตุอุ้มสมกับตับ

ตับคนเราอยู่ข้างขวาเป็นส่วนใหญ่

ใต้กะบังลม ( ต่ำกว่าชายโครง ) จึงเชื่อมโยงกับการเป็นตะคริวข้างขวามากกว่าเพื่อน

ปกติเรามักจะจุกเมื่อออกกำลังกายไปนาน ๆ หรือหนัก ๆ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านานหรือหนักกว่าที่เคย)


เหตุผลที่มีคนพยายามอธิบาย คือว่า

กระบังลมเราเป็นกล้ามเนื้อมัดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ช่วยการหายใจ

(คนละกะบังลม ที่"เคลื่อน" ในคุณผู้หญิงนะครับ อยู่ห่างกันไกลอย่าเพิ่งเข้าใจผิด )

และเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อทั่วไป ถ้าไม่ได้เลือดไปเลี้ยงเพียงพอ จะทำให้เป็น " ตะคริว "

เวลาเราหายใจ กะบังลมจะเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลง ตามจังหวะการหายใจออกหรือเข้า

ทีนี้เหนือกะบังลมมีเนื้อปอด ซึ่งยุบเข้าพองออกตามการหายใจเหมือนกัน

ใต้กะบังลมนั้นมีตับและลำไส้ กะบังลมจึงอยู่กลางเป็นเหมือนอย่างไส้ขนม

ปกติถ้าไม่มีปัญหาอะไรจะทำงานได้ดี แต่พอเราวิ่งเร็วและ หายใจถี่ๆ

กะบังลมต้องทำงานหนัก ถ้ามีแรงดันจากบนหรือล่างมาก ๆ จะกดให้ขาดเลือดไปได้

(ซึ่งเป็นเวลา ที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงให้ถึงใจ อยู่แล้ว )



ภาวะอะไรที่จะทำให้มีแรงกดดัน

ทางข้างบนนั้น ก็มีปอด ที่ขยายมากขึ้นเนื่องจากหายใจลึก

ส่วนทางข้างล่าง คือ ตับที่มีเลือดคั่ง จากการออกกำลังหนัก

และ ลำไส้ ที่มีอาหาร หรือกากอาหาร (ครับ คืออุจจาระ ) อยู่มาก หรือลำไส้ครากจากแก๊ส


การรักษาและป้องกัน

เมื่อเราเริ่มเข้าใจในกลไกการเกิด การจะรักษาหรือป้องกัน ?

เรารู้ว่า มันเป็นไปจากถูกกดดัน เราก็คลายความกดนั้น เท่าที่จะทำได้

โดยการผ่อนวิ่ง ให้เบาลง จะช่วยลอการกดของปอด และการคั่งเลือดของตับ

ถ้ายังไม่หาย หรือเป็นวัยรุ่นใจร้อน อยากจะผ่อนคลายให้เร็ว ๆ



ลองใช้วิธีของหมอเก๊ป เมอร์กิ้น ดู

คุณหมอแนะนำว่า

เมื่อไรที่ปวดใต้ชายโครง ให้หยุดวิ่งทันที แล้วงอฝ่ามือ จิ้มเข้าไปตรงที่ปวด ก้มตัวไปข้างหน้า

พร้อมกับ หายใจออกให้สุด ดันนิ้วเข้าไปในท้องแล้วช้อนขึ้นบน


วิธีนี้นัยว่า ช่วยดันให้เลือดในตับหายคั่ง

และคุณหมอเก๊ปโฆษณาว่า จะวิ่งต่อไปได้ทันทีโดย มีความเจ็บปวดลดลงมาก หรืออาจหายไปเลย

ใครจะเชื่อหรือเห็นว่าเชยก็แล้วแต่ แต่ก็น่าลองทำดู

อย่างน้อยก็ยังมีวิธี ดีกว่าอยู่เปล่าๆ


การป้องกัน

พยายามลดแรงดันจากข้างล่าง

1.อย่าให้ท้องผูก เกิดเป็นลูกกลอนนอนอยู่ในลำไส้ จะพาให้เกิดแรงดันต่อกะบังลม

2.อย่ากินอาหารหนักไป หรือย่อยได้ยาก (เช่น ของมัน ๆ ทอด ๆ ) หรือ กินกระชั้นกับเวลาออกวิ่ง จะทำให้ท้องอืด ได้มากจริง ๆ ยิ่งวิ่งยิ่งจุก

3.อย่ากินอาหารที่มีกากมากไป ในคืนก่อนแข่งหรือวิ่งหนัก อาหารมีกากจำพวกผัก ผลไม้ เป็นของดี ช่วยลำไส้ ให้มีงานทำ ไม่ท้องผูกเป็นประจำ เป็นริดสีดวงทวาร หรือพาลเป็นแผล เป็นโรคลำไส้ แต่การ กินมากเกินไป ทำให้เกิด แก๊สในท้อง ดันลำไส้ให้โป่งพอง ซึ่งไปดันกระบังลมอีกต่อ

นอกจากนี้ ในคนที่มีปัญหาเวลากินนม ก็อาจเกิดอาการจุกเสียดในท้องได้

คนไทยเรายังฝังหัวอยู่ว่า นมเป็นอาหารวิเศษ กินบำรุงกำลังวังชา นักกีฬาดีนัก จริง ๆ แล้ว

มีคนพิสูจน์ว่า อาหารนม อาจจะไม่เหมาะกับคนไทย โดยเฉพาะผู้ใหญ่

เพราะคนไทย ไม่ใคร่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม กินนมเข้าไปจึงไม่ถูกย่อย พลอยหลงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่

ให้แบคทีเรียกิน ก็จะเกิดลม เกิดแก๊ส ดันลำไส้ให้โป่งพอง แล้วต้องมาร้องโอดโอย

เพราะจุกใต้ชายโครงขวา ในเวลาวิ่ง


สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นผลพลอยเสีย คือ ถ่ายท้อง และคลื่นไส้ อาเจียน ฉะนั้น ไม่จำเป็น

อย่าไปกินนมก่อนการวิ่ง โดยเฉพาะถ้าไม่ เคยกินจริง ๆ แล้วอย่าดีกว่า หาเรื่องเปล่า ๆ



ผัก ผลไม้ อาหารมีกากทั้งหลาย ทำให้เกิดแก๊สได้อย่างไร ?

ลำไส้เราย่อยกากผัก ผลไม้ ซึ่งเป็นเส้นใย (ไฟเบอร์) ไม่ได้

เพราะเส้นใยต้องการ น้ำย่อยเฉพาะ ซึ่งเราไม่มี แต่แบคทีเรียใน ลำไส้ใหญ่ของเรา

ย่อยเอาไฟเบอร์มาเป็นอาหารได้ การย่อยนี้ทำให้เกิดลมขึ้นในลำไส้


แหล่งที่มา: หนังสือคู่มือวิ่งเพื่อสุขภาพ 2 น.พ.กฤษฏา บานชื่น )





ย่าอิงค์

อิงค์'s Profile โดยคุณ อิงค์ Mail to อิงค์ (58.8.183.59) [27 ก.ย. 2549 เวลา 13:09]




โดยคุณ tasala Mail to tasala (125.24.141.173) [27 ก.ย. 2549 เวลา 14:09] #89454 (1/9) tasala's Profile

ผมก็เคยเป็น หลังจากได้คำแนะนำจาก นายแพทย์สง่า(ท่าศาลา นศ.) บอกว่าน่าจะเกิดจากการที่เลือดใหลผ่านตับน้อย หรือว่าตับขาดเลือดในขณะวิ่ง ท่านแนะนำให้ดื่มน้ำหวานที่มีความเข้มข้นน้อย อย่างง่ายๆ เช่น สไปร์ 1 แก้ว โดยประมาณก่อนการวิ่งสักชั่วโมง เพื่อจะได้มีนำตาลไปช่วยเลี้ยงตับประมาณนั้น ในขณะที่ร่างกายต้องออกกำลังหนัก สำหรับผมได้ทดลองและได้ผลจริง ๆ ไม่เกิดอาการจุกขณะวิ่ง หากเพื่อนนักวิ่งท่านใดจะทดลองกับสนามที่มีความคาดหวังน้อยก็ลองดูไม่เสียหายอะไร หากได้ผลจะได้แนะนำเพื่อนนักวิ่งต่อ
ต้องขอโทษด้วยผมไม่มีแหล่งที่มาในการอ้างอิงแต่ได้จากการพูดคุยหลังซ้อมวิ่งกับคุณหมอที่ไปออกกำลังกายที่เดี่ยวกันครับ
หากใช้คำไม่ค่อยถูกศัพท์ของแพทย์ ต้องขอโทษท่านผู้รู้ด้วย
เขียนมาตามที่เข้าใจ



โดยคุณ อิงค์ Mail to อิงค์ (203.154.169.133) [27 ก.ย. 2549 เวลา 14:55] #89464 (2/9) อิงค์'s Profile

ขอบคุณค่ะ คุณ tasala

ที่ให้คำแนะนำ





ย่าอิงค์



โดยคุณ pak (203.144.213.3) [28 ก.ย. 2549 เวลา 09:40] #89606 (3/9)

ผมเป็นครับโดยเฉพาะซ้อมยาวบ่อยๆแต่วิ่งนานๆจะค่อยๆหายไปเอง และสังเกตว่ามันเลื่อนขึ้นลงได้ครับ



โดยคุณ วิทย์ (183.89.64.107) [17 ม.ค. 2554 เวลา 19:59] #572597 (4/9)

ทีแรกผมก็นึกว่าปวดที่ตับซะอีก เพราะรู้มาว่าตับต้องทำงานหนักเวลาที่ออกกำลังกาย เพิ่งกระจ่างวันนี้เอง ขอบคุณมากครับ จะลองทำตามคำแนะนำนะครับ



โดยคุณ kukkuk (192.168.3.13) [20 มิ.ย. 2554 เวลา 08:59] #612814 (5/9)

55 thank kiw



โดยคุณ หัดวิ่ง (61.7.176.105) [14 พ.ย. 2554 เวลา 14:23] #646862 (6/9)

ลองดื่มน้ำองุ่นครึ่งแก้วก่อนออกไปวิ่งได้ผลดีเช่นกัน ขอบคุณมากสำหรับเคล็ดลับดีๆ



โดยคุณ ไตเติ้ล (110.49.251.145) [03 เม.ย. 2555 เวลา 19:32] #675298 (7/9)

ทำเเล้วคะเทเลสโคป เเต่ไม่หาย ปวดมากคะช่วยที่เเต่กินน้ำอัดลมไปคะขอวิทีด้วยนะคะ



โดยคุณ Nae (175.100.86.96) [18 มี.ค. 2557 เวลา 18:07] #45775878 (8/9)

พอดีเกิดอาการขึ้นตอนที่นั่งในท่ากึ่งนอนบนเก้าอี้ หน้าคอม ปกติเคยเป็นแปปเดียวก็หาย
แต่คราวนี้เป็นแล้วไม่หาย บิดตัวไปได้ด้านเดียวอีกด้านจะจุกตลอด เลยเปิดหาข้อมูลในเว็บ
พบข้อมูลนี้เข้าเลยลองทำดู อาการจุกใต้ชายโครงขวา หายไปเกือบหมด
ตอนแรกเหมือนกดไม่ถูกจุด พอไล่ๆกดไปเรื่อยๆ กดๆแล้วลองเงยหน้าขึ้น ถ้ายังจุกก็
ก้มลงอีกไล่ๆไปเรื่อยๆ ของผม 2-3 ที ก็ยืดตัวขึ้นได้ โดยไม่จุกแล้วครับ ^^

ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลดีๆครับ



โดยคุณ สัม (119.76.106.144) [27 ก.ย. 2559 เวลา 12:45] #45844323 (9/9)

ขอบคุณสำหรับ บทความครับ



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย   ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น                                                             Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 100 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]