ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ถามคุณเบญ และ คุณชอนตะวันเรื่องวัยทองในนักวิ่ง

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งพักนี้วิ่งเข้ามาแล้วจะมีอาการเมื่อยร้ามาก ๆ ไปปรึกษาหมอก็ให้คำตอบไม่ได้บอกให้เลิกวิ่งเลย...คนติดวิ่งจะเลิกได้แย่างไร...ได้ไปคุยกับนักวิ่งท่านหนึ่งบอกว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการของวัยทอง

อยากถามว่าวัยทองในนักวิ่งจะเป็นอาการดังกล่าวหรือไม่

ขอบคุณครับ


เอกชัย's Profile โดยคุณ เอกชัย Mail to เอกชัย (58.64.107.7) [10 ต.ค. 2549 เวลา 13:05]




โดยคุณ ชอนตะวัน (125.24.135.67) [10 ต.ค. 2549 เวลา 13:35] #91884 (1/7)

ถึงคุณเอกชัยครับ

ถามข้อมูลก่อนนะครับ อายุเท่าไหร่ วิ่งมาแล้วกี่ปีครับ แต่เท่าที่คุณเอกชัยให้ข้อมูลพอจะ
บอกได้ว่า อาจจะมีหลายสาเหตุด้วยกันนะครับที่เกิดอาการแบบนี้ไม่น่าจะเกิดจากวัย
ทองนะครับ เพราะอาการของวัยทองไม่ใช่แบบนี้นะครับ การที่เราวิ่งแข่งเข้ามาแล้วมีอาการล้ามาก ๆ น่าจะเกิดจากการที่เราใช้กำลังมากเกินไป"ไกลโคเจน"ในกล้ามเนื้อ
ก็หมด การระบายกรดแลคติกก็ไม่ทันมากกว่าครับ หรืออาจจะมากจากที่เราวิ่งมาก
เกินไป เช่น แข่งมากเกินไป ซ้อมมากเกินไปทำให้ร่างกายกรอบ ต้องแก้ไขโดยการพักบ้าง ก่อนแข่งก็ควรจะมีการเรียว(Taper )ลงบ้างนะครับ เป็นต้น

คิดเสียว่า "ได้วิ่ง ดีกว่าวิ่งไม่ได้" ต้องมีการ ผ่อนหนัก -ผ่อนเบา พัก แข่งให้น้อยลง
ตัวเราต้องเป็นคนกำหนดสนามในการแข่งอย่าให้สนามมากำหนดเราให้วิ่งนะครับ

ขอบคุณครับ



โดยคุณ เบญ (61.47.103.143) [10 ต.ค. 2549 เวลา 14:06] #91896 (2/7)

ไม่ทราบเกี่ยวกับอาการวัยทอง แต่อาการดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะวัยทอง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างที่คุณชอนตะวันว่าไว้

เช่น อาจจะอ่อนซ้อม แต่มาหนักตอนแข่งทีเดียวก็เป็นได้ หรืออาจจะซ้อมจนกรอบซะแล้ว หรืออาจไม่ได้ taper

ถ้าไม่ใช่กรณีดังกล่าว หลังจากวิ่งเสร็จ ไม่ควรหยุดทันที ควรจะคูลดาวน์อีกสักหน่อย ด้วยการจ๊อกช้าๆ เดินไปเดินมา ให้ขาได้ขยับ เพื่อกำจัดกรดแลกติก แล้วตามด้วยยืดเหยียด อาการล้าน่าจะลดลงได้



โดยคุณ เอกชัย Mail to เอกชัย (58.64.107.7) [10 ต.ค. 2549 เวลา 14:52] #91910 (3/7) เอกชัย's Profile

นักวิ่งท่านอายุประมาณ 50 ปี วิ่งมาประมาณ 10 ปี ซ้อมทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า 10 กิโลครับ



โดยคุณ อิงค์ Mail to อิงค์ (203.154.169.133) [11 ต.ค. 2549 เวลา 11:47] #92097 (4/7) อิงค์'s Profile

"สมองใส วัยทอง" คนกลุ่มวัยทองทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะคนทำงานระดับผู้บริหารหรือหัวหน้างานช่วงอายุตั้งแต่ 40-60 ปี จะมีความเครียดสะสม อารมณ์ สมาธิ ความจำและการตัดสินใจล่าช้าผิดพลาด มักมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ส่งผลให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ และจะเกิดปัญหาครอบครัวตามมา สาเหตุที่สำคัญเกิดมาจากภาวะฮอร์โมนบกพร่อง

"วัยทองเป็นวัยหนึ่งของชีวิตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ รวมทั้งการปรับตัวเข้ากับสังคม เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน ที่ควบคุมการทำงานในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เกิดได้ทั้งในหญิงและชายวัยทอง ในผู้หญิงเรียกกันว่าเป็นช่วง "เลือดจะไปลมจะมา"

ส่วนในผู้ชายเรียกว่า ชายวัยทอง หรือ (PADAM) ซึ่งจะเกิดอาการ อารมณ์ปรวนแปร รู้สึกซึมเศร้า เหงา ไม่สนุกสนานรื่นเริง มองโลกในแง่ร้าย โกรธฉุนเฉียวง่าย อะไรที่เคยทนได้ก็จะทนไม่ได้ นอนไม่หลับหรือนอนแล้วตื่นง่าย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการบริหารงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานของตนเอง การสั่งการ การตัดสินใจ

โดยเป็นปัญหาที่พบมากในกลุ่มเจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่าง ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อปัญหาครอบครัวตามมาด้วย เพราะว่าเมื่อเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวทำอะไรไม่ได้ดังใจแล้ว อาจจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างสามีกับภรรยา ถ้าเป็นคนโสดจะมีปฏิกิริยากับคนรอบข้าง ทำให้เกิดภาวะเครียดทางด้านร่างกายและ จิตใจสะสมอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ หาก***ทองมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของชีวิต รู้ว่าผู้หญิงในวัยนี้จะมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง เพราะรังไข่จะทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นรังไข่จะหยุดทำงานและฮอร์โมนเพศหญิงจะหมดไปจนทำให้เกิดภาวะต่าง ๆ ตามมา ส่วนฝ่ายชายแม้ว่าฮอร์โมนจะไม่หมดไปเลยเหมือนผู้หญิง แต่หลังจากอายุ 40 ปี ไปแล้ว ระดับฮอร์โมนเพศชายจะผลิตน้อยลงทุกวัน ๆ และหากฮอร์โมน เพศชายต่ำกว่าค่าสูงสุดที่ควรจะเป็นเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ หรือบางคนอาจ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดอาการต่าง ๆ เช่นเดียวกับผู้หญิง

แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะเข้าใจว่าผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นวัยทอง ผู้ชายจึงไม่ไปพบแพทย์ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าผู้หญิง 5 ปี โดยผู้ชายจะเสียชีวิตเร็วกว่าด้วยโรคต่าง ๆ ที่เป็น ผลเนื่องมาจากภาวบกพร่องของฮอร์โมนเพศชาย

โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการพร่องฮอร์โมนเพศชาย อาทิ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สมองเสื่อม ความจำเสื่อม เครียด นอนไม่หลับ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคต่อมลูกหมาก และโรคกระดูกพรุน แต่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดโรคก่อนและต้องกินยาเป็นประจำสม่ำเสมอ

หรือสามารถทดสอบด้วยตัวเองได้ตามร้านขายยา เพื่อตรวจสอบดูว่าอยู่ในภาวะชายพกพร่องฮอร์โมนหรือไม่ และถ้าผู้ชายกลุ่มนี้มีความเข้าใจและยอมรับก็จะไปพบกับแพทย์ต่อไป แต่หากยังไม่ยอมรับ คนใกล้ชิดต้องให้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้คำพูดทางบวกด้วยวิธีที่นิ่มนวลเชิงห่วงใย ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับชายวัยทองได้


ย่าอิงค์



โดยคุณ อ.เปา (58.9.138.81) [11 ต.ค. 2549 เวลา 11:58] #92098 (5/7)

ส่วนผมมีความเห็นว่า
การปวดเมื่อยคือสัญญาณว่า....ร่างกายกำลังพัฒนา
นักวิ่งที่เริ่มวิ่ง..จะเจอกับอาการแบบนี้
พอวิ่งไปสักพัก....อาการก็หายหมด
ความหมายก็คือ...ร่างกายพัฒนาเสร็วแล้ว

พอเพิ่มการฝึกให้ยาวขึ้น หรือวิ่งเร็วขึ้น
อาการปวดเมื่อย..จะกลับมา

ผมยังชอบที่อ.กฤตย์บอกว่า..ให้แช่แข็งไว้นานๆ
ความหมายก็คือ..ทำให้ร่างกายปรับตัว..ที่เรียกว่าอยู่ตัว
กว่าจะปรับตัวได้...แน่นอนนักวิ่งต้องอดทน
นี่ไง...นักวิ่งจึงมีความอดทนเกิดขึ้น


อาการปวดเมื่อย...มันเกิดจากการทำงาน(วิ่ง) มากกว่าปกติ
เช่น..
-วิ่งมาราธอน..ทั้งที่ไม่เคยฝึกให้ได้ระยะนั้น
-วิ่งฮาล์ฟครั้งแรก..ทั้งที่ฝึกที่ระยะ 10 กม.
-ไม่เคยออกกำลังเลย...แล้วไปออกกำลังครั้งแรก


เหล่านี้คืออาการ...งานเกินที่คุ้นเคย

หน้าที่ของร่างกาย..คือพยายามปรับตัว
บางท่านก็บอกว่า..กล้ามเนื้อมันสั้นลง...ต้องยืด
การปรับตัวต้องผ่าด่านความปวดเมื่อย

เท่ามีผมมีประสพการมา...ขอตอบว่า
อาการปวดเมื่อย...เป็นสัญญาณดี
ไม่ได้บอกว่าปวดเมื่อยเป็นสิ่งดี
หายปวดเมื่อยแล้ว...ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น
ไม่ได้เกี่ยวกับวัยทอง...วัยรุ่นอะไรหรอก
มันเป็นได้ทุกวัย ทุกคน ทุกเวลา
มันเกี่ยวกับการงานที่ทำ...ทำมากกว่าที่เคย...ฟันธง

ส่งความเห็นมาประกอบไว้ ให้ลองพิจารณา






โดยคุณ กฤตย์ (58.147.126.109) [11 ต.ค. 2549 เวลา 23:14] #92233 (6/7)

เนี่ยะเห็นไหม ไปถามหมอสุ่มๆไม่ได้นะ เห็นไหม ขนาดเขาไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแน่ ยังบอกให้เลิกวิ่งเลย ทุกครั้งไปหาหมอ ควรให้แน่ใจว่าเป็นหมอเพื่อนนักวิ่งจะดีที่สุด หมอที่ไม่นิยมออกกำลังกายก็มีเยอะ



Error5