ชมภาพ  ทันข่าว   ทุกเรื่องราวงานวิ่ง  ต้องที่  PATRUNNING.COM                 พบกับ เนเน่ (นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี  ทุกวันพุธ  


    | Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ |                                                                    | สมัครสมาชิกบอร์ด | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน | ลบข้อมูล |








ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ถามพี่เบญ/ชอนตะวัน/อ.กฤตย์...การหายใจท้องป่องกับการหายใจท้องแบน

เมื่อวานไปซ้อมที่สวนลุม
ฝนไม่ตก นักวิ่งเพียบเลย

หลังวิ่งไปนักฟังนักวิ่งรุ่นพี่คุยกัน
ได้ฟังมาเกี่ยวกับการหายใจ
มีบางท่าน บอกหายใจด้วยปอด
มีบางท่านบอกหายด้วยท้อง (สะดือ)

ก่อนกลับไปยืด ได้ทอลองทั้ง 2 แบบ
รู้สึกว่า ถ้า
หายใจด้วยปอดท้องจะแบน
หายใจด้วยท้อง (สะดือ) ท้องจะป่อง

อยากสอบถามพี่เบญ/ชอนตะวัน/อ.กฤตย์

ว่าการหายใจแต่ละอย่าง ควรฝึกอย่างไร
และผลที่ได้ต่างกันอย่างไร

ขอบคุณครับ

โดยคุณ นักวิ่งในสวนลุม (58.8.193.98) [12 ต.ค. 2549 เวลา 13:07]




โดยคุณ เบญ (61.47.122.45) [12 ต.ค. 2549 เวลา 13:43] #92422 (1/4)

อันนี้เกี่ยวกับสรีระร่างกายของมนุษย์ทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะนักวิ่ง

ในส่วนของเนื้อปอดเป็นส่วนที่มีถุงลมเล็กและเส้นเลือดฝอยมากมาย เป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือด ตัวปอดเองจะไม่มีการขยายตัวเท่าไรนัก

แต่ส่วนที่ขยายคือช่องว่างที่มีปอดอยู่อีกที คือภายในช่วงซี่โครง และยังมีกระบังลมที่จะต้องขยับขยายด้วย กระบังลมน่าจะอยู่ระดับลิ้นปี่ พอเราหายใจเข้ากระบังลมจะต้องหย่อนลงไปในช่วงท้องด้านบนเพื่อเพิ่มพื้นที่รับอากาศ ดังนั้นที่ถูกต้องแล้ว เมื่อเราหายใจเข้า ช่วงท้องด้านบนและช่วงซี่โครง จะขยายตัวเพื่อรับอากาศ ถ้าใครเคยเรียนร้องเพลงน่าจะได้เรียนเรื่องพวกนี้

ดังนั้นเราหายใจเข้าไหล่ไม่ควรยก (เห็นบางคนจะยกไหล่) เราควรหายใจให้เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องไปฝืนยกอกยกไหล่ช่วย ลองทำตัวผ่อนคลายที่สุดแล้วลองหายใจเข้าลึกๆ ดู หรือลองไปสังเกตดูเด็กเล็กๆ หายใจ การหายใจให้เป็นธรรมชาติจะทำให้เราหายใจได้ลึกกว่า ถ้าเราไปยกอกช่วยน่าจะเปลืองแรงโดยเปล่าประโยชน์ด้วยซ้ำ และถ้าฝืนไม่ให้ท้องช่วงบนป่องด้วยแล้ว คิดว่าจะทำให้รับอากาศได้น้องฃยลง (ตื้นกว่า)



โดยคุณ ชอนตะวัน (125.24.142.115) [13 ต.ค. 2549 เวลา 07:24] #92569 (2/4)

ถึงน้องนักวิ่งในสวนลุม ครับ

การหายใจนะครับ เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่เกิดจากที่เราออกกำลังกาย หรือ ทำงานของร่างกายในระดับที่ความหนักต่าง ๆ กัน จะไม่มีรูปแบบตายตัวที่แน่นอนหรอกนะครับ เพราะขึ้นอยู่กับสภาวะความต้องการออกซิเจนของร่างกายครับ เช่น บางคนนะครับ หายใจเข้าออกเร็วเพราะต้องการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย พวกคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ปรกติร่างกายจะปรับระบบการหายใจให้เข้ากับสภาวะการเปลี่ยนแปลงได้อย่างอัตโนมัติอยู่แล้วครับ เราควรใช้ทั้งหายใจด้วยปอด หายใจด้วยกระบังลม ปั้มออกซิเจนเข้าไปเยอะตามที่ร่างกายต้องการ ของฟรีไม่เสียเงินหรอกครับ

ขอบคุณครับ



โดยคุณ กฤตย์ (222.123.21.42) [13 ต.ค. 2549 เวลา 14:17] #92692 (3/4)

ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหายใจด้วยปอด เราจะต้องสั่งสมองอย่างไร หรือหายใจด้วยท้องจะเป็นอย่างไร

เอาเป็นอย่างนี้ดีกว่า

ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ ติ้ดต่างว่า วิ่งหนัก มันมีออกซิเจนไม่พอ มันก็ต้องหายใจมากเข้าโดยอัตโนมัติ กลไกต่างๆมันก็เร่งทำหน้าที่อย่างเต็มสูบ เชื่อว่า สิ่งนั้นจะเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นท้องหรือปอดหายใจก็ตาม

อนึ่งอยากจะกล่าวว่า การที่จะวิ่งให้เก่ง เราหายใจตามธรรมดาเห็นท่าจะไม่พอ ต้องเอาอากาศเข้าไปดับเบิ้ลเพื่อให้ทันความต้องการ ด้วยการอัดเอาอากาศเข้าและออกอย่างเร็วและมาก

การจะเป็นไปได้อย่างนี้ จำต้องเอากล้ามเนื้อที่กระบังลมบีบเข้าและช่วยดึงออกเสมือนกับเราบีบปั๊มลูกยาง ซึ่งจะทำไม่ได้หากกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ดังนั้นผู้ฝึกเพื่อพัฒนาความเร็ว สิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกด้วยคือ ฝึกให้กรบังลมที่ว่านี้แข็งแรง เช่นเล่น Sit - up เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่วงท้อง

ตรงนี้ชอนตะวันจะให้คำแนะนำได้ เพราะเขาฝึกตรงนี้เคร่งครัดดี หลักการที่ถูกต้องควรฝึกชนิดเบาเป็นเซ็ท เซ็ทละกี่ครั้งก็ให้ออกแบบขึ้นมา ผ่านการพัก (ไปทำท่าอื่น) แล้วกลับมาทำอีกเซ็ท ทั้งหมดกี่เซ็ท อย่างนั้น เป็นประจำหลังการฝึกวิ่งประจำวัน ควรให้เป็นกิจวัตรที่เป็นส่วนหนึ่งของการ Cool - down

ถามอย่างนี้มาดีครับ แสดงว่าผู้ถามมีความเข้าใจองค์ประกอบการวิ่งต่างๆที่มีผลต่อการเกื้อหนุนให้การวิ่งเป็นไปได้ด้วยดี



โดยคุณ AJP Mail to AJP (58.9.147.72) [14 ต.ค. 2549 เวลา 12:15] #92886 (4/4) AJP's Profile

สังเกตุดูนะครับ..เวลาวิ่งเร็วๆ
การหายใจมันแรงเอง ท้องป่องอัตโนมัติ
เวลาวิ่งช้า การหายใจก็ราบเรียบ ไม่รุนแรง

ควรเข้าใจว่า
กระบังลมที่อยู่ในท้องมันทำหน้าที่เหมือนลูกสูบ
คือเคลื่อนที่ขึ้นลงได้

การที่กระบังลมมันทำงาน อากาศก็เข้าได้มาก
การถ่ายเทออกซิเจนก็มีมาก เป็นธรรมดา

แต่การหายใจเร็ว...อากาศเข้าปุบ ก็ออกปั้บ
เวลาการถ่ายเทอาอาศกับเม็ดเลือดแดงมันก็น้อย
ถึงอากาศจะเข้ามาก..ก็ถ่ายกันได้ไม่มาก

ผมว่าเองนะ...หายใจเข้าออกมากๆ..และ ช้าๆ เป็นดีที่สุด
แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้...ก็เฉพาะนักวิ่งที่ทรงพลัง
ผ่านการฝึกมายาวนาน จนร่างกายมีเกล็ดเลือดจำนวนมาก
สามารถถ่ายเทอากาศได้มากโดยไม่ต้องหายใจเร็ว
กล่าวคือ...แม้หายใจเอาอากาศเข้าน้อย
แต่ประสิทธิภาพของปอดมันมาก..ร่างกายก็ได้ออกซิเจนมาก


ก็เลยเกิดตำราที่ว่า...
ดูดเอาเลือดของตัวเองออกมา สลัดเอาเกล็ดเลือดไว้
เวลาจะแข่งขันก็ฉีดเกล็ดเลือดเข้าไป
ก็ทำให้ร่างกายมีเกล็ดเลือดมาก(เหมือนคนภูเขา)
การถ่ายเทออกซิเจนก็ทำได้มากเป็นพิเศษช่วงแข่งขัน
ร่างกายก็ไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อย และเมื่อยล้า
พวกเล่นกีฬาระดับโลก มันเล่นกันถึงเพียงนี้

นี้เป็นวิทยาศษสตร์การกีฬา
ใครทำไม่เป็น..คิดว่าง่าย..อาจถึงตายได้



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย   ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น                                                             Password (สำหรับสมาชิก)  
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 100 kb
: : เพื่อเป็นการป้องกันการสแปมจากลิ้งเวบไซท์ที่ไม่เหมาะ รบกวนผู้ตอบกระทู้ที่ไม่ได้ล็อกอิน กรุณากรอกตัวเลขที่มองเห็นจากภาพด้านล่างก่อนกดปุ่มส่งคำตอบ หากกรอกตัวเลขไม่ตรงกับภาพที่มองเห็นระบบจะให้กลับมากรอกใหม่ : :



Reload Image

กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เพื่อสังคมเว็บบอร์ด


[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]